North america

Global Trading Investment Knowledge in Stock Markets : USA (Dow Jones, Nasdaq), Canada (TSX), Thailand(SET)

Thursday, December 23, 2010

ลงทุน ซื้อ หุ้นอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เมืองนอก เก็บไว้บ้างดีกว่า

เห็นหลายคนเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์กันเยอะ ร่ำรวยกันอู้ ฟู้ เลยมีความคิดลงทุนการกระจายความเสี่ยงด้านอสังหาริมทัพย์กับเขาบ้าง ตางค์ไม่ถึงแต่ใจรัก ครับ ขำ ขำ   ทำอะไรตามเขา เมื่อไหร่จะร่ำรวยจริงไหมครับ ทุกวิกฤติมีโอกาส มองให้ออก อะไรที่คนกลัวนั่นแหละ คือโอกาส ถึงจะรวย ใช่ไหมครับ  ยกตัวอย่าง หุ้นอสังหาริมทรัพย์ตัวหนึ่ง D.UN ช่วงวิกฤติตกต่ำ ราคาตกลงมาก ปี 2009 ราคาตกลงมา $10 ถ้าเราดูกราฟเป็นแล้วติดตามบ่อย ๆ ซื้อตอนสัญญานซื้อ (EMAs) หรือ MACD  ตัดขึ้นโดยมีบันผลมากกว่าธนาคาร เกือบ 10% เก็บไว้ สบายใจดี รับบันผลรายเดือน จากนั้น 2 ปี เกิดอะไรขึ้นครับ ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น ราว $30 โอ๊ะ.....โอ......คุณรวยขึ้น 200% ใช่ไหมครับ ภายใน 2 ปีก็ไม่เลวนะ ปีละ 100% แถมได้บันผลทุกเดือน ตัว D เขียว เขียว นี่แหละครับ เขาจ่ายเข้าบัญชีเราทุกเดือน บอกตรงๆ ว่า มากกว่า 10% ต่อปีนะครับ ได้เงินเพิ่มไปอีก 20% อย่างต่ำ เห็นไหมว่า ทุกวิกฤติมีโอกาส เล่นตามกันไม่รวยหรอก มันต้องมองให้ขาดแบบนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Valued Investor หรือ VI เท่ห์ เท่ห์ นั่นแหละ)



จากข้อมูลภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในแคนาดา จะดีกว่า อเมริกามากเพราะ ระบบธนาคารที่แคนาดา โคตร เคี่ยว ไม่ปล่อยกู้ หรือ อะไรกันง่ายๆ ถ้าคุณเครดิตไม่พอ จึงรับรองได้ว่า ฟองสบู่ไม่แตกแน่ หรือ วิกฤติต้มยำกุ้ง หรือ แฮมเบอร์เกอร์ อะไรก็แล้วแต่ ยากครับ มีบทเรียนกันแล้ว เขาป้องกันกันเต็มที่   ด้านล่างเป็น ข้อมูลหุ้นอสังหาริมทรัพย์ ยกตัวอย่างมาใช้ชมกัน ที่จริงมีเป็น ร้อย ร้อยตัว ทั่วอเมริกาเหนือ ถ้าซื้อ ผมซื้อที่แคนาดาดีกว่า เพราะ ระบบธนาคารเขาแข็งโป๊กกก



ในการเลือกหุ้นพื้นฐาน สิ่งที่นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า ชอบดู คิอ ค่า P/E (Price/Earning per share) หรืออัตราส่วนระหว่างราคาหุ้นและกำไรต่อหุ้น,P/BV (Price/Book Value), Dividend Yield หรือ บันผล นั่นเอง
ในมุมมองผม P/E <15 หรือ ค่า P/E นี้ยิ่งต่ำยิ่งดีครับ เพราะผู้ลงทุนสามารถคืนทุนได้เร็ว หรือ P/BV <1.0 ยิ่งน้อย ยิ่งดีเหมือนลงทุนถูกเจ้าของเสียอีก
ลำดับต่อมา เลือก Dividend Yield > 10% ดูว่า จ่ายบันผลรายเดือนหรือ ไตรมาส ดีกว่า ฝากธนาคารใช่ไหม สุดท้ายดูประวัติราคาย้อนไป 5-10 ปี หน่วยว่า ราคาหุ้นเป็นอย่างไร  ตกมาใช่ไหม ตกมาเราก็เก็บไว้ รับบันผลรายเดือนไป รอเวลาหน่อยเดี๋ยวมันก็ขึ้น ได้กำไรกันอีก ง่ายไหมครับ สนใจอ่านศัพท์เพิ่มกันได้ที่นี่
(http://www.thaispeculator.com/fundamental-analysis/pe-pbv-roe-roa.html)

นอกจากนี้ ดูขนาด Market cap ราคาหุ้นเทียบกันกลุ่มในธุรกิจเดียว ถ้ายังต่ำกว่า หุ้นอื่น ๆ หมายความว่า มันมีโอกาสเติบโตใช่ไหมคับ ซื้อก่อนเขาก็รวยก่อนเขาไง คิดง่าย ๆ แค่นี้ รับบันผลไป นอกจากนั้น เราต้องวิเคราะห์หรือเข้าใจการอ่านงบดุล กำไร-ขาดทุน นิดหนึ่ง หรือ Cash Flow ของหุ้นที่เราลงทุนด้วย
หรือกระทั่ง การย้ายตลาดรองไปตลาดหลัก เช่น ตลาด MAI ไป ยัง SET เห็นไหมว่า ราคาหุ้นส่วนมากจะแพงขึ้นนะ  เพียงแค่นี้ เราก็ได้ชื่อว่า เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้เหมือนกันนะ ส่วนหนึ่งก็ยังดี เพราะ ตางค์เราไม่ถึง มันแพงมาก แต่เราได้บันผล หรือ หุ้นเราเติบโตขึ้นได้กำไรเกนอีกหลาย % ที่เดียว เดี๋ยวเราค่อยไปซื้อเต็มๆ ของเราเอง ตอนนี้ สิงไปกับเขาก่อน ให้เงินเราโต โต โดยที่เราไม่ต้องไปทำงานแลก  ส่วนหุ้นอสังหาริมทรัพย์เมืองไทย ไม่ขอเอ่ยชื่อ ที่ผมเห็น บันผลรายปี 5-6% เองนะ ขำ ขำ ในเวลาเท่ากัน ได้เงินบันผล 2 เท่า ส่วนค่าเกน ก็ไม่แน่ว่าใครจะมากกว่ากัน มันเป็นอนาคตใช่ไหม ใครจะไปรู้ล่ะ
    ยกตัวอย่าง คนสมัย 10-20 ปีก่อน ซื้อที่ดินถูกมาก หลายปีต่อมา มีมหาลัยมาตั้งใกล้ๆ มีที่ดิน สร้างหอพัก ร่ำรวยกันไปเลย เขามองออก หลักการเดียว เมืองไทยจับจองกันเยอะ ซื้อ ขายได้ ดีสำหรับคนรวยแล้ว คนจน ที่ไหนจะไปทำแบบนั้นได้ ตอนนี้ ยากสส์ แต่มีนะ พวกที่มองและคิดไม่เหมือนใคร นี่แหละ จะร่ำรวย  มันอยู่ที่มุมมองชัด ชัด ใช่ไหมครับ ลองคิดกันดู  ...Think out of Box...out of Thailand

เขียนไว้เท่านี้ก่อน ไว้ละมาเล่า มุมมองธุรกิจอื่นที่น่าเติบโต ขอตัวไปทำวิจัย ที่เมืองแวนคูเวอร์ ปีใหม่นี้ สัก 2 อาทิตย์ อาจจะได้มุมมองแปลก ๆ มาเล่าสู่กันฟังครับ

Wednesday, December 22, 2010

ลงทุนซื้อขายหุ้นทั่วโลกได้กันแล้วจากเมืองไทย แต่เปิดพอร์ตเมืองนอกดีกว่าไหม

   ลงทุน ซื้อ-ขาย หุ้นทั่วโลกได้แล้วแล้วจากเมืองไทยนะ แต่จะแนะนำข้อดี ข้อเสีย ข้อแตกต่างจากการเปิดพอร์ตเมืองไทยกับเมืองนอก เปิดจากเมืองไทยโดนเขาซัดค่าคอมหัวโตแน่ นึกว่า นักลงทุนไทย ไม่รู้เหรอ เล่าให้ฟังได้ตามนี้ครับ
ได้แอบเข้าไปดูค่าคอมมิชชั่น ของโบรคเกอร์มาเปิดพอร์ตจากเมืองไทย ไม่ขอเอ่ยนามเดี๋ยวโดนฟ้อง ค่าคอมมิชชั่นมากกว่าเปิดพอร์ตที่แคนาดาเสียอีก เช่น บางโบรคเกอร์ขั้นต่ำ 3,000 บาท ต่อเทรด แถมคิดเป็นมูลค่าการซื้อขาย % หรือ จำนวนหุ้นซื้อขายอีก  ที่แคนาดาค่าคอมมิชชั่น $300-$1,000 ($9.99-$29) อัตราเดียว หรือ เรียกว่า Flat rate เองนะครับ กำไรของโบรคเกอร์เท่าไหร่ 65-90% เชียวนะ เห็นตัวเลขแล้ว เก็บค่าเทรดคอมมิชชั่นบินไปเที่ยวทั่วโลกได้เลยนะ  ขำ ขำ  ตัวอย่าง ค่าคอมมิชชั่นของธนาคารในแคนาดา

HSBC


TD Canada trust


ส่วนตัว ผมเทรดด้วยอัตรา $9.98 ต่อครั้ง เองครับเป็น Flat rate เทรดมากน้อย ก็จ่ายราคานี้แหละคับ ลองคำนวนถ้าเทรดพอร์ตเมืองไทยอย่างต่ำ 3,000 บาท สัก  20 ครั้ง นี่ คิดง่าย ๆ แถมไม่ใช่ % ของมูลค่านะครับ (2,000Bx20 ครั้ง) ค่าตั๋วบินมาเที่ยวแคนาดาแบบไปกลับได้สบายเลยนะ (ค่าตั่วไปกลับกรุงเทพ-แคนาดา 30,000-45,000 บาท) หรือ บินมาเปิดพอร์ตที่แคนาดาได้อย่างสบายแถมได้เที่ยวด้วยนะ มาเที่ยวแคนาดาแถมเปิดพอร์ตไปเล่นหุ้นกัน แบบ สบาย สบาย เบา เบา กระเป๋า เพราะ คุณต้องเทรดทั้งชีวิต มันคุ้มค่า คำนวนอย่างไรก็คุ้มนะ

การซื้อ-ขายหุ้นออนไลด์แบบ Global trading investment ของตลาดหุ้นทั่วโลก สามารถทำได้ 3 วิธี
1. เปิดพอร์ต ซื้อ ขาย ผ่านโบรกเกอร์เมืองไทย เริ่มจะมีกันแล้ว เห็นแว๊บ แว๊บ ก็ 2 ที่แล้วนะ แต่ บอกตรงตรง ว่า ค่าคอม โค-ตะ-ระ แพง
2. เปิดพอร์ต ซื้อ ขาย ผ่านพอร์ตชื่อ คุณเอง ที่เปิดในต่างประเทศ เช่น แคนาดา  คุณก็เปิดพอร์ตชื่อ ได้ถ้ามีคนรู้วิธีและแนะนำคุณเปิด เสียแต่คุณต้องบินมาที่แคนาดา เท่านั้นนะ  
3. ฝากคนแคนาดาที่มีพอร์ต ซื้อ-ขาย ให้ เรียกว่า หุ้นได้ดินครับ ไม่ใช่หวยใต้ดินนะ  ทำการซื้อ ขายให้ วิธีนี้ ผมก็ใช้ซื้อ-ขาย หุ้นให้เพื่อน น้อง ญาติ หรือ พูดง่ายๆ ว่า เหมือนกองทุนใต้ดิน นั่นเอง ทำการลับ ลับ แต่ได้ตางค์กัน ชัวร์ ชัวร์ อันนี้ ทำให้จะทำกับคนที่ไว้ใจผม คนที่มีบุญคุณต้องทดแทนและเป็นคนดีเท่านั้น

โปรแกรมของธนาคารที่นี่ เชื่อมต่อบัญชีเงินฝากปกติ กับ บัญชีเทรด (Investment account) ของคุณเลย โอนเข้า โอนออกได้ตามสบายผ่านอินเตอร์เน็ต ทันสมัย มีทั้งข้อมูล Fundamental และ Technical analysis รวมทั้ง Market and Research ให้ด้วยที่เดียวครบ เหมือนบ้านเรานั่นแหละครับ อาจจะดีกว่าด้วย ซ้ำ ตามตัวอย่าง


สรุป ข้อดี-ข้อเสีย
1. เปิดพอร์ตเมืองไทย ค่าคอมมิชชั่น ระยะยาว คุณซัดโดนแพงมาก รวม รวม คูณกันดูเอง ลองคำนวนแล้วเทียบกับ ข้อมูลค่าเทรดธนาคารของแคนาดาด้านบนนี้  ข้อดี คือ สะดวก สบายระยะสั้น เลือกเอาครับ
2. เปิดพอร์ตเมืองนอก ค่าคอมมิชชั่น  คงที่ Flat rate  ถูกใน ระยะสั้น ยาว แต่ ข้อเสีย การเปิดลำบากนิดหน่อยต้องบินมาเปิดที่แคนาดา แถมต้องมีคนรู้แนะนำ รวมทั้งสอนวิธีเล่นโปรแกรมให้เพราะธนาคารเขาไม่สอน ต้องหัดเล่นเองด้วยตัวเองอย่างเดียว

Global investment trading  ใช้ ซื้อ-ขายไว้ตลาดหุ้นทั่วโลก (แค่อเมริกา แคนาดา ก็เหลือพอแล้วนะ ความเห็นผม เวลาก็ต่างกันข้ามโลก ส่วน ตลาดหุ้นฮ่องกง ใหญ่ที่สุดแต่ เวลาไม่ต่างกันมากกับบ้านเรา) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากตลาดหุ้นไทย หรือเป็นทางเลือกของการกระจายความเสี่ยง แถมบางตัวมีบันผลรายเดือน บันผลรายไตรมาสด้วย ถ้าหุ้นบันผลรายเดือน คือ อะไร...เหมือนคุณได้ เงินเดือนเพิ่มทุกเดือน ทำงานสบายๆ ไม่ต้องทำงานเงินก็เข้ากระเป๋า  รายไตรมาสก็ ดีน้อยมาหน่อย แต่ก็ดีกว่า ตลาดหุ้นบ้านเรา รายปี จะเป็น VI ได้อย่างเดียวรับเงินบันผลรายปีและ รอการเติบโต แต่ ถ้าเลือกหุ้นปันผลรายเดือนของตลาดเมืองนอก คุณได้ $ ใช้ประจำเดือน กำไรอัตราแลกเปลี่ยนอีกด้วยนะ แค่คิดคุ้มแล้ว เล่นแบบ VI ตลาดหุ้นเมืองนอกบันผลรายเดือน (จะบอกว่า บันผลมากกว่า 10% ต่อปี นั้นหาไม่ยากเลยนะ ดีกว่า ฝากธนาคารไหน ไหน สนิทกันแล้ว จะ กระซิบ บอก) มีส่วนร่วมการเติบโตของธุรกิจแบบ Valued Investor
    เมื่อหุ้นขึ้นขายทำกำไรเกนก็ขายทำกำไร เอากำไรมาซื้อหุ้นตัวใหม่ หุ้นลงก็ไม่ต้องเครียดมากเพราะเราเอาปันผล สุดยอดกว่า เห็น เห็น หรือ ถ้าเล่นแบบเทคนิคได้ สุดยอดเลยนะ ซื้อ ขาย กลางคืนที่บ้าน ตลาดอเมริกาเหนือที่แหละ ข้อได้เปรียบจากเวลาที่ต่างกัน เวลากลางคืนเมืองไทย กลางวันตลาดอเมริกาเหนือเปิด เพิ่มเวลาทำงานให้คุณอีก ไม่ต้องเฝ้ามาก เล่นง่าย เล่นเอาบันผล กับกำไรเกนเวลาหุ้นขึ้น ตลาดใหญ่เคลื่อนไหวช้า ไม่หวั่นไหว เปราะบางแบบ ตลาดบ้านเรา แทนที่จะรอ ตลาดหุ้นไทยอย่างเดียว แถมต้องทำงานประจำอีก ไม่มีเวลาดู โอกาสขาดทุนเยอะอีก แค่การแนะนำ คร่าวๆ นะครับ ให้เห็นภาพรวมของการเลือกเปิดพอร์ตและการลงทุนกระจายความเสี่ยง  นี่แหละ แนวทาง Financial freedom สำหรับตัวผมเองเลือกก็คือ หุ้นบันผลรายเดือน แต่มันไม่ใช่ที่หุ้นในเมืองไทยน่ะ

Monday, December 20, 2010

ลงทุนกระจายความเสี่ยงด้วยหุ้นทองคำ


มาแคนาดา 2 ปีกว่า จะ 3 ปี ไม่เคยเห็นร้านทองเลยครับ ไม่รู้อยู่แถวไหน บ้านเรา ร้านทองเต็มเลย มีแต่ร้านเจอเวลลี่  แต่อยากซื้อทองบ้างคับ ไม่มีขายเลยได้หุ้นทองมาแทน ขำ ขำ

การกระจายความเสี่ยง ของพอร์ตขึ้นกับการลงทุนของแต่ละคน แต่สำหรับมุมมองผม ถ้าเล่นหุ้น ควรมีทองไว้คู่กาย เพื่ออะไรละคับ "ป้องกันความเสี่ยงไง" จากที่ทราบกันว่า นักลงทุนตลาดเงินจะซื้อทรัพย์สินทอง เพื่อป้องกันความเสี่ยง ถ้าตลาดหุ้นตก ตลาดทองก็จะขึ้นไงละคับ แต่ เสียอย่างเดียว ทอง หรือ หุ้นทองนั้น ไม่มีปันผล มีแค่เกนกำไรเท่านั้น มีไว้ สองตลาด ก็ป้องกันความเสี่ยงค่ำยันกันได้

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ลุงโฉลกคับ ที่จุดประกายในการซื้อทองเก็บ ตามบทความที่เคยเขียน(http://www.chaloke.com/) ตอนนั้น ราคาทองประมาณ 1,200-1,250$/oz เข้าช้าไปนิดแต่ไม่สายนะ เกือบตกรถไฟขบวนสุดท้ายเชียว จากเงินฝากประจำธนาคารที่มีดอกเบี้ย ร้อยละ 0.5-1.5% (http://www.scb.co.th/img/th/rate/deposit.pdf) ช่างต่ำเสียนี้ กระไร ซื้อทองคำเก็บไว้ ขึ้นแน่นอนทุกปี เมือย้อยดูอดีตทองคำ 10 ปี ไม่เสี่ยงเท่าไหร่ คิดง่ายๆ ว่า ดีกว่าฝากธนาคารแล้วกันนะ ลำบากค่อยเอาออกมาใช้แล้วกัน



หุ้นทองขายง่าย ไม่มีไรมาก กดปุ่มขาย ก็ได้เงินเข้าบัญชีเลย จะเก็บเงินฝากประจำไว้ธนาคารทำไมล่ะ จริงไหมคับ   และคำถามต่อไปซื้อที่ไหนดีละ  ก็ทราบกันว่า ราคาทองอ้างอิงกันทั่วโลกเป็น $/oz จะซื้อได้ที่ไหนละ คำตอบก็คือ USA ไงคับ แล้วผมซื้อได้เหรอ คำตอบ คือ ได้สิ พอร์ตหุ้นแคนาดา ซื้อได้ทุกตลาดทั่วโลกแล้ว ยิ่ง USA แล้ว ยิ่งง่าย บ้านใกล้เรือนเคียงกัน ข่าวสารถึงกันตลอด เหมือน คนลาวที่นั่งดูทีวี ละครไทย บางคนพูดไทยชัดแจ๋ว ไงละคับ ภาษาไม่ได้แตกต่างกัน แต่พรมแดนเท่านั้นเอง ตลาดที่เลือกไว้ คือ New York Stock Exchage (NYSE) นั่นเอง ซื้อช่วงขาขี้น ประมาณ 12$ กว่า (ทางเทคนิคพอดี EMAs ตามความรู้ที่ได้มาเป๊ะ)  มีเงินออมในธนาคารที่ไม่เดือดร้อน ถอยหุ้นทองมาหมดเลยคับ ดีกว่า รอดอกเบี้ยธนาคารได้หลายปีอยู่ แถมเป็นสินทรัพย์ที่ไม่เสี่ยง เหมาะกับกระจายความเสี่ยงการลงทุนได้เป็นอย่างยิ่ง  ตัวอย่าง หุ้นทอง 100% ตลาด NYSE  อ้างอิงราคา ตลาดทอง Comex เข้าซื้อที่ 12$ ที่สัญญานซื้อ EMAs  ซื้อไม่กี่เดือนเอง ถอยมาเต็มเหนี่ยวที่ไม่เดือดร้อน ก็ได้กำไรมากกว่า ฝากธนาคารประจำแล้วคับ ง่ายดีไหมแทนฝากประจำ ก็ทำเหมือน ธนาคารเมืองไทย มาซื้อกันนั่นแหละ แต่เขาซื้อตัวใหญ่กว่านี้ แต่ ผมไม่ต้องผ่านกองทุนหรือธนาคารไทย ที่ต้องผันผวนกับอัตราแลกเปลี่ยนกันอีกครั้ง เพียงซื้อตรงได้เลยก็เท่านั้น แบบว่า "Direct Investment"




จากวันเข้าซื้อ ตามบทความลุงโฉลก ก็ได้กำไรมาระดับหนึ่ง เห็นว่า ปีหน้าจะสูงขึ้นอีกช่วงตรุษจีนอีกนะ นี่เป็น ทางกระจายความเสี่ยงของแนวความคิดผม  อยากซื้อที่เมืองไทยครับ แต่โอกาสไม่อำนวย ติดอยู่เมืองนอก เขาเล่นตลาดทองกัน อู้ ฟู้ ผมไม่รู้ว่าเล่นไงหรอก เล่นไม่เป็น แต่กลับไปจะศึกษา เอาแค่นี้ก่อน ตามความรู้ ข้อมูลที่มี ใครจะลงทุนกระจายความเสี่ยง เช่น กองทุน RMF/LMF ,พันธบัตร,อสังหาริมทรัพย์ ก็แล้วแต่ได้ ถ้าเล่นหุ้น ไม่มีอะไรแน่นอน แบ่งพอร์ตการลงทุนให้ดี ประกันความเสี่ยงไว้บ้างก็ดีนะครับ ก๊อก สอง

ตอนต่อ ๆไป จะเริ่มเข้าซื้อธุรกิจเด่น ๆ ของแคนาดาที่มีแนวโน้มเติบโตแบบแนว VI ให้ชมกัน เอาบันผล >10%  ทฤษฎีแนว VI เมืองไทยแต่ใช้ในระดับโลกครับ ..

ลงทุน ซื้อขาย พอร์ตจำลอง ฝึกฝนฝีมือได้ ได้ประสบการณ์ ไม่เสียตางค์

20 ธันวาคม 2553   ลงทุน ซื้อ ขาย พอร์ตจำลองดูคับ ว่า ซื้อแล้วโอกาสได้กำไรมีไหม วันนี้ SET ภาพใหญ่ติดลบคับ แต่ สันนิษฐานว่า "ถ้าหุ้นตัวไหน Demand > Supply หุ้นมันน่าจะขึ้นใช่ไหมคับ"  จาก Net Volume ข้อมูล Realtime เห็น มี Net Volume ที่เป็นบวก เยอะหน่อย น่าสนใจ 3 ตัว คือ TOP,TRUE,IVL  ตามภาพ



จำลองซื้อ True  8000@6.6B

 

True มี Net Volume ขึ้นมาเป็นร้อยล้าน ในใจคิดว่า มันต้องขั้น ถ้า Net Volume เดินหน้า แต่ก็ไม่รอดจบลงด้วยการสูญเสีย


จำลองซื้อ IVL  1000@57.25B

  

IVL มี Net Volume บวกก็เอาไม่อยู่


จำลองซื้อ TOP  1000@73.00B



 มีหลายช่องให้ทำกำไร 1-2 บาท/หุ้น


สรุปผลการจำลองพอร์ต
ผลรวมกำไร สุทธิ ติดลบคับ  ลงทุน 175,400 บาท  ขาดทุน 7,780  จะเห็นว่า TOP มีโอกาสทำกำไรได้เหมือนกัน ถ้าเราทำการขายทัน เพราะมีช่องให้เราหลายช่อง IVL,TRUE ขาดทุน ยู่ยี่ โดยภาพตลาดรวมที่เป็นลบ โอกาสที่หุ้นจะขึ้นก็จะทำไม่ได้มากนัก นั่นเอง  ถึงจะได้กำไร 1 ตัว ก็ไม่คุ้มขาดทุน อีก 2 ตัว อีกนั่นแหละคับ



  SET ภาพรวมเป็นลบ แท่งเทียนแดงขนาดใหญ่  EMA5 ตัว EMA10 ขาลงเรียบร้อย คาดลงต่ออีกแน่ ในวันพรุ่งนี้ เดาเอาคับ ขำ ขำ


สรุปการจำลองซื้อ ขายหุ้น ก็มีประโยชน์ ได้บทเรียนที่ดี ไม่ต้องใช้เงินลงทุนจริง แต่ใช้การลงทุนเรื่องเวลาเท่านั้น  ไม่เสียเงิน แต่ ได้กำไรบทเรียน  มันกำไรชัด ชัด จริงไหมคับ "อะไรที่ไม่แน่ใจ ก็ อย่าทำดีที่สุด" (จะบอกว่า การจำลองนี้ ผมแอบทำคับ มือบอน แต่ Cut loss ขาดทุน ไปตามระเบียบวินัย )  เอามาแชร์คับ  ตลาดภาพรวมเป็นลบ โอกาสเสียเงินมากกว่า ได้เงิน นั่งอยู่เฉย ๆ ก็ไม่เสียเงิน บทเรียนอีกอย่าง เล่นหุ้นไม่จำเป็นต้องเล่นทุกวัน รอ ตลาดบวก โอกาสได้กำไร ก็มากกว่า ซื้อ ตอนตลาดบวก ก็ได้กำไรทันที เก็บของถูก ถูกจริงเหรอครับ จริงไหม ต้องเพิ่มเงินทุนเข้าไปซื้อ  วันพรุ่งนี้ SET ลงอีก ก็ขาดทุนมากขึ้นไปอีก และจะมีเงินไปซื้อหุ้น ตอนตลาดบวก จัง จัง ได้ไงครับ  ดังนั้น "ระเบียบวินัยในการ Cut loss เป็นสิ่งจำเป็นมากในการเล่นหุ้นที่ดี " แต่มีบางตัวแอบดู มันขึ้นสวนตลาดนะคับ เมือ Net Volume เป็นบวก แต่ก็นั่นแหละ จะรู้ได้อย่างไร ว่า จับปลาถูกตัว ใช่ไหมคับ ถ้าื้ตอนตลาดบวก โอกาส จับปลา แล้ว ถูกตัว ตัวอ้วน อ้วน น่ำหม่ำ ก็มากกว่า จริงไหมคับ ^-^

บทเรียนนี่ ทำตามความคิดผมเอง  สรุปว่า ข้อสันนิษฐานไม่ถูกต้องนะครับ อย่าทำตาม เอาเป็นว่า ลองซ้อมในสนามปลอม ในสถานการณ์จริง ก่อนลงสนามจริงเป็นดีที่สุดครับ

Saturday, December 18, 2010

ลงทุนศึกษา Technical analysis เพื่อสู้กับตลาด SET


ด้วยนิสัย ที่ต้องควรรู้ว่า หลายอย่างเกิดจากอะไร.....ทำไม....ทำไม....ทำไม  มีเหตุ มีผลหรือไม่อย่างไร อันไหนที่ไม่รู้เรื่องต้องทำให้รู้  ไม่รู้ ไม่เสี่ยง ไม่ทำจะดีกว่า ซึ่งติดมาจากทำงานซ่อมบำรุงมาก่อน ไม่รู้จริง มันอันตรายไงครับ มันเสี่ยง ความสูญเสียมันเยอะ จึงต้องค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ เช่น Youtube ไทย เทศ,Website การลงทุน,Blog การลงทุนของผู้มีประสบการณ์เล่นหุ้นมาก่อน หรือ สังคมนักลงทุนในโลก Facebook แม้กระทั้งดาวน์โหลดบิต CD,VDO เรื่องหุ้นมาศึกษาทำให้เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว การลงทุนมีความเสี่ยง เราต้องรู้ ไม่รู้นั่นแหละ เราเสี่ยง   ไม่ต้องรอให้ใครมาสอน อ่านเองได้ เรียนจนเยอะขนาดนี้ อ่านเอง ค้นคว้าเอง ไม่ได้คง ต้องเอาปริญญาคืนไป (มีคนชอบให้คืนปริญญา หรือ ซื้อมาปล่าว ขำ ขำ)

ด้วยความโชคดีอีกแล้ว สงสัยจากการที่ไม่ค่อยได้ทำกรรมเพิ่มคงช่วยให้พบคนดี ในโลก Facebook มีคนดี ฝีมืออยู่ จิง จิง ได้วิชาการดู EMAs มาช่วยเป็น Indicator อีกตัวที่ดี ที่เดียว   ทำให้จุด Uptrend-Downtrend-Sideway ของหุ้น ทำให้รู้แนวโน้มของหุ้น ดีกว่า ขายหมู หรือ เอามือไปรับมีด เล่นช่วง Uptrend ไงก็ได้กำไร ชัวร์ ชัวร์  ไปซื้อตอนหุ้นลง เฉลี่ยต้นทุน เมื่อไหร่หุ้นจะขึ้นหรือลงต่อ ก็ไม่รู้ได้ ทำให้การทำกำไรของเรา ช้าไปอีก เงินทุนติดอยู่กับตัว downtrend  รอชะตาฟ้ากำหนด หุ้นไม่ขึ้น แถม Loss ยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย คงไม่รุ่ง อาจจะรุ่งริ่ง  หรือแม้ว่า จะซื้อ Uptrend แต่ภาพใหญ่ของ SET sideway หรือ Downtrend ก็ทำให้ไม่สามารถทำกำไรได้ดีได้เช่นกัน หรือ อาจจะขาดทุนด้วยซ้ำ ซึ่งจะต้องมีการ Cut loss ที่ดีประกอบด้วย

ตัวอย่าง EMAs สัญญาณในการเข้าซื้อ


ต่อจากจะต้องมีความเข้าใจในทฤษฎีพื้นฐานเสียก่อน ไม่อย่างนั้น จะไม่สามารถประยุกต์ใช้งาน หรือ พัฒนาปรับปรุงไปได้ และในที่สุดเสาะหาจนได้เจอ ตำราวิทยายุทธ เจอคู่มือตำราการวิเคราะห์การเงิน ทั้งพื้นฐานและทางเทคนิค อ.สุรชัย ไชยรังสินันท์ ก็ได้เริ่มศึกษาเข้าใจ บ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ โชคดีได้อีก ดาวน์โหลดบิต ได้คลัง VDO พร้อมคู่มือ ซึ่งเป็นของ อ.สุรชัย เหมือนกัน เลยติดปีก มีภาพวิดีโอให้ด้วย อธิบายพร้อมภาพอย่างนี้ก็ไปได้เร็ว และเข้าใจได้ดี 


นอกจากนั้นต้องศึกษา Indicators อื่นเพิ่มด้วยเช่น EMA,MACD,RSI,SSTO,Candle stick ให้เข้าใจอย่างแท้จริง ที่มา ที่ไป การใช้เพื่อบ่งบอกอะไร ในหลัก Technical  ตัวอย่าง บาง Website ต้องถามอากู๋ (Google)


ซึ่งควรต้องใช้ Indicators อย่างน้อย 3 ตัว ในการตัดสินใจ

บางอ่านก็อ่านไปเรื่อยๆ คับ นั่งคนเดียว ข้างนอกมันหนาวติดลบ  ตาม Blog,Websites ต่างๆ รวบรวมไว้ ด้านขวามือของ Blog นี้แล้วบางส่วน ที่ชอบเข้าำไปอ่าน  คิดว่า ไม่อ่าน คงไม่มีอะไรลอยเข้ามาในหัวเองหรอกนะ ขำ ขำ  วันนี้ ไม่มี ไม่ใช่วันหน้าจะไม่มี วันนี้ ไม่เก่ง ไม่ใช่วันหน้าจะไม่เก่ง ไม่ละทิ้งความพยายาม ศึกษาหาความรู้ เสมอ สักวันก็คงได้ "เอ"




เอาเป็นว่า หลังจากศึกษา Technical analysis แล้ว สรุปเดือนที่ 4 ที่เล่น SET มา กำไรเดือนเดียว 7% ก็ไม่เลวทีเดียวนะ สำหรับการเริ่มต้นจากศูนย์ ของเงินลงทุน แม้ว่าจะติดดอยไปตัวออกไม่ทัน (ตัวดอย ค่าพื้นฐานก็ดีนะ  รอ ร้อ รอ) แถมต้องเพิ่มเงินลงทุนเท่าตัวติดดอยอีก งั้นเดี๋ยวไม่มีทุนซื้อหุ้น เอ้า ไม่เป็นไร เป็น VI ไปเลย มันเทห์ดี เขาชอบพูดกัน 555+++

ลงทุนเล่นหุ้นเมืองไทย SET หนาวเพิ่มขึ้นมากนะ

    เล่นหุ้นไทยมา 3 เดือน กำไร 5%  พระเจ้า...จอร์จ... เกือบขาดทุนเข้าแล้วสิเรา  เล่นตามตัวเลข ลงซื้อ ขึ้นขาย เล่นแค่นี้เหรอ ขายหมู ติดดอย กันเรื่อยไป เหมือนคนเล่นหวย หรือ คนตาบอดที่เดียว ดีนะ ไม่ขาดทุน  เล่นตลาดเมืองนอก มีตาวิเศษ ใช้ดู Google Finance ดูกราฟเบื้องต้น MACD ก็พอ เราถือหุ้นยาวรับบันผลทุกเดือน MACD ตัดขึ้นเราก็ช้อนซื้อ MACD ตัดลงก็ขาย ไม่กลัวเพราะ ถือยาว เป็นปี  ทำงานอย่างอื่นไปได้ไม่ต้องสนใจมาก ง่ายดีไหม ไงก็กำไร เห็นๆ ไม่เครียดอะไร แต่ ตลาดเมืองไทยไม่ใช่แล้วสิคับ เข้ามาซะ ตลาดพันจุำด ไม่หมูซะแล้ว อาจจะโดนเคี้ยว ไม่มีตาวิเศษดู  เอาข้อมูลที่ไหนดีล่ะเนี่ย จึงนำการสู่หาข้อมูลประวัติหุ้นไทยดีกว่า  ทำไงล่ะ ไม่มีใน Google Finance ประเทศไทยที่ปิด บัง ซ่อนเร้นกัน จิง ถึงไม่ยอย Quote ราคาฟรี ฟรี บน Google Finance หรือ Yahoo Finance



ตัวอย่าง การใช้ โปรแกรม Google Finance ดูหุ้น North America เพื่อใช้การวิเคราะห์ในการเข้าซื้อ และ ขายทำกำไร


     กรณี ถ้าเข้าตลาด SET มาก่อนนี้ สัก 500 จุด กำไรบานแล้วนะเนี่ย จะทำอย่างไรให้อยู่รอดเนี่ย ด้วยความโชคดี ของการมีเพื่อนนักลงทุน บน Face book นี่แหละ ที่คนอื่นมองว่า มันไร้สาระ ก็นำประโยชน์การปิดความสูญเสีย วิเคราะห์แบบพื้นฐาน (Fundamental analysis) มันไม่พอแน่ แน่ ตลาดมันสูงเกินไปแล้ว มันต้องวิเคราะห์ แบบ Technical analysis ด้วย เมือเพื่อนคนหนึ่งได้แนะนำ เว๊ปที่ดูกราฟ ฟรี (http://mychart.tk/stock/)  ดีใจมาก มีกราฟดูแล้ว ซะที แต่ งง งง กลับเพื่อนนักลงทุน ไม่เคยดูกราฟ อยู่รอดกันมาได้อย่างไนเนี่ย สุดยอดจิง จิง แต่มันยังดีไม่พอ เพราะ อยากได้กราฟออนไลด์มากกว่า  เว๊ป efinancethai (http://www.efinancethai.com/) คือ เว๊ปที่เพื่อนนักลงทุนแนะนำ แต่โปรคที่เปิดไว้ ไม่ได้เป็นสมาชิกซะอีก ดูออนไลด์ไม่ได้ หลังจากนั้น โทรจากแคนาดาข้ามประเทศไปหา บริษัท โปรค ที่เมืองไทย เพื่อ สอบถามโปรแกรมทาง Technical analysis ออนไลด์ มีมั้ย (ถ้าไม่มี จะเปิดพอร์ใหม่ดีกว่า คิดในใจ) แต่ลุดท้ายได้ โปรแกรมกราฟออนไลด์มาดู ได้ดังใจ



ตัวอย่าง การใช้ โปรแกรมดูหุ้น SET เพื่อใช้การวิเคราะห์ในการเข้าซื้อ และ ขายทำกำไร

เอ้ามีกราฟดู ก็ดีใจไปอีกหน่อยแล้ว  MACD ช่วยได้ไหม คงไม่ทัน ตลาด SET ขนาดนิดเดียว อ่อนไหวง่าย Indicator ตัวไม่ทันแน่ ปั่นกันง่ายเหลือเกิน ไม่มี Indicator ที่ดีกว่า นี่ โอกาสขาดทุน ย่อยยับแน่ ติดดอยมีมากเหลือเกิน  วิทยายุธ วิเคราะห์หุ้นพื้นฐาน (Fundamental analysis) ที่เรามีไปเพียงพอซะแล้ว หลักการเล่นหุ้นทำกำไร อันแสนง่ายในแคนาดา แบบ VI มันไม่พอแล้วล่ะ  คงต้องลงทุน ลงแรงอ่านศึกษาการวิเคราะห์ แบบ Technical analysis ช่วยด้วยซะแล้ว   เอ้า ลงทุนกันต่อไป กับการศึกษากราฟ Technical คือ เป้าหมายต่อไป คิดแบบ โรบิ้น โรบิ้น "ความรู้ประดุจดังอาวุธ"  วิเคราะห์พื้นฐาน เป็นเกราะ วิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นอาวุธ ไปต่อสู้นั้น เอง

ลงทุนเล่นหุ้นเมืองไทย  หนาวเพิ่มขึ้นมากนะ  อยู่ที่แคนาดาก็อากาศติดลบ หนาวขึ้นไปอีกนะ  จะทำอย่างไรจึงปิด Gap ของตลาดหุ้นไทย SET อันหวาดเสียว  สรุปคือ Fundamental analysis ไม่พอแล้ว มันต้อง Technical analysis ด้วยนะ ในสภาวะตลาดหุ้นสูงพันจุดแบบนี้ มาเริ่มเรียนรู้เล่้นทางการปิดข้อพกพร่อง อันเนื่องเป็นความอยู่รอดและทำกำไรได้ในตลาดหุ้นไทยนั่นเอง

ตอนต่อไป จะเขียนว่า การวิเคราะห์ทางเทคนิค ศึกษาอะไรกันดี  ไม่งั้น ขาดทุนบาน ตลาดหุ้นไทยผันผวนเช่นนี้คับ =.=

ลงทุนเล่นหุ้นเมืองไทยจากในแคนาดา (กลับมาเล่นหุ้นไทยทำไม)

หลังจากมีกำไรทะลุล้านแรกและบันผลรายเดือน คงไม่เขียนต่อว่า  มันเป็นอย่างไรต่อแล้ว เห็นเขาว่ากันว่า การหาเงินยากสุด ก็ล้านแรกนี่แหละ  เป้าหมายต่อไป คือ ทะลุพอร์ต 10 ล้าน ในการตั้งเป้าหมาย  แต่ทำอย่างไรเล่า  ทำอย่างไรดี จะมีหนทางไหนเล่า .....คิด...คิด....คิด.... สิ่งที่จุดประกาย ความคิดผมคืออะไร ขอบคุณพี่ที่บินมาซื้อหุ้นร้าน อาหารผมนั่นเอง....เขาเป็นใคร ทำอะไรมา มาซื้อหุ้นร้านเราได้ นะ  ไม่ดู Cash Flow ไม่ถาม แต่ผมบอกเอง ร้าน 2 ปี รายได้ประมาณ $30,000 หรือ 1 ล้านกว่าบาท ต่อเดือน  แถมไม่ต่ออีก...สุดยอดเลยนะ... พี่เขาบินจากเมืองไทยมาแคนาดา มีทำสัญญาซื้อขาย....พี่ทำอะไรที่เมืองไทย  คำตอบคือ...พี่เป็นเจ้าของธุรกิจทำโรงเรียน เอาเงินมาจากไหน พี่เล่นหุ้นเมืองไทยมา 20 ปี แล้ว พี่คนนี้ ส่งลูกเรียนที่แคนาดา อเมริกา แต่ก่อนไม่เคยมีอะไรเหมือนกัน ที่สำคัญ พี่แก่กว่าผมเพียง 8 ปี เ่ท่านั้น จึงหันเหความสนใจกลับมายังตลาดเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง  หลังจากเล่นหุ้นนอกแบบ VI นั่นเอง เพราะ ตอนเล่นเรียนหนังสืออยู่ แถมทำงาน Part-time อีก วัน วัน ก็ดูวันละ 1-2 ครั้งเอง ในใจคิดว่า ถือยาวแล้วกัน ได้บันผลมาใช้ได้สบายอยู่แล้วนี่ รอเรียนจบก่อนแล้วกันเคยเล่นอย่างจริง จัง หลังจากได้เจอพี่คนนี้ ความคิดเริ่มเปลี่ยน และเป็นจุดสนใจหันกลับมาดูหุ้นเมืองไทย  มีคนรวยจากตลาดหุ้นไทยด้วยนี่นา ไม่ได้มีคนขาดทุนอย่างเดียว


   สมัยก่อน เคยคุยกับเพื่อน พี่ หลายคนเล่นหุ้นที่เมืองไทย มีเสียงเดียวกันว่า ขาดทุนนะ ระวังด้วย ทั้งเพื่อน ทั้งพี่ พี่ ที่เขาเล่นกัน บอกตรง ตรง ว่า ตอนนั้น ไม่มีเงินเหลือมาเล่นหุ้นเมืองไทยได้หรอก ประกอบกับไม่มีความรู้เรื่องหุ้นไทยเลย มีกี่ตัว ซื้อขายยังไงเล่า เปิดพอร์ตยังไง ก็ไม่รู้ แถม การเมืองก็ไม่แน่นอน เล่นกีฬาสีกัน (เสื้อเขียว เสื้อแดง เสื้อหลากสี) บ่อย ๆ ความคิดผมคือ "อะไรที่เสี่ยง ไม่รู้ ผมก็ไม่ทำ"
เป็น นโยบายในการดำเนิน ชีวิตนั่นแหละ ดีที่สุด จึงมองว่า หุ้นไทยความเสี่ยงสูงมาก แต่มีคำกล่าวที่ว่า High risk High return ด้วยนะ ก็น่าสนใจใช่ไหมล่ะ

       ด้วยความโชดดี ปัจจุบัน เทคโนโลยีทันสมัย มี Social network  จึงได้ไปโชว์ Vision เก๋ กู๊ด ใน Page ลงทุนอันหนึ่ง คุณ Pawawit Stock comment นี่เอง ไปโพสต์ คอมเม้นท์ เดี๋ยวก็เจอนักเล่นหุ้นไทยนี่แหละ ท้ายสุดก็ได้พบ น้องโบรกเกอร์ น้ำใจดี ช่วยเปิดพอร์ตให้ ช่วงแรกก็สิงไปพอร์ตน้องชายก่อน แล้ว ย้ายมาพอร์ตตัวเอง เปิดพอร์ตหุ้นเมืองไทย จากเมืองนอกนี่แหละ  สุดท้ายก็ได้โปรแกรมเทรดของโปรคหนึ่งตามรูปนี้ เริ่มเข้าด้วยตลาดหุ้นไทย เกือบพันจุด โอ้ มาเล่นช่วงกำลังบูมเลยเกือบพันจุด แต่ สายไปนิดไม่เป็นไร ดูจากกราฟอดีต มีคนรวย อู้ฟู้ แน่นอน ซื้อเก็บไว้ตอนตลาดหุ้นเมืองไทยต่ำ ต่ำ หรือ พวก VI นั้นเอง รวยอย่างเดียวนะเนี่ย  มีเวลากลางคืน ก็เลยมีความคิดว่า "ลองเล่นหุ้นเมืองไทยดีกว่า อยู่เฉยๆ" เท่านั้น ไม่เสียอะไร เอาเงินบันผลตลาดแคนาดามาลงทุน ต่อแล้วกัน ใน 24 ชม เล่น 2 ตลาดเลย เวลามากขึ้น ก็ทำให้ระยะทางเป้าหมายเราลดลงซินะ คนอื่นเขาเล่นได้ ตลาดเดียว 6 ชม เอง เล่น อีกตลาด สองตลาด ได้นี่ คนละเวลากัน อันนี้ มัน 7-11 ชัด ชัด เพราะ ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน ใครจะใช้ประโยชน์จากเวลาที่จะผ่านไปได้มากกว่ากันคือ แนวคิด



หลังจากเปิดพอร์ต ก็ได้คำแนะนำ ด้วยโปรแกรมเทรด ง่าย ง่ายเ ข้าใจไม่ยาก (ทำไมมันไม่มีกราฟออนไล์ให้ดูนะ จะซื้อยังไงล่ะเนี่ย ดูแค่ตัวเลขขึ้นลงเท่านั้นหรือ เมืองนอกเขามี Quote กราฟออนไลด์ให้ด้วย) เคยคุยกันคนอื่น เขาใช้ Streaming ร่วมกันหลายโบรกเกอร์ ไม่เป็นไรขอให้ซื้อขาย ได้พอ หลังจากนั้น ก็เข้าอ่าน Blogs ต่างๆ(คนชอบเขียนแบ่งบันความรู้ไว้ ความคิดผมเรียน การเรียนรู้จากคนอื่นเร็วที่สุด),เล่น FB ดูเขาคุยเรื่องหุ้น (บางคนไม่เล่นบอกว่า มันไร้สาระเสียเวลา แต่มุมมองผม ฟังคนอื่นเขาคุยกันได้ความรู้ดีกว่านะ บางที่อาจได้มุมมองความคิดที่แตกต่างกัน),อ่านข้อมูลโบรกเกอร์ (มีประโยชน์ เขาเชียร์ตัวไหนกัน แนวโน้มเป็นอย่างไร ดูเขาวิเคราะห์ให้ ไม่ได้เชื่อทั้งหมด),เปิด FB อีกตัว รับเฉพาะ เพื่อนนักลงทุนเท่านั้น การได้คุยกับคนที่มีประสบการณ์ ไม่ว่า กำไร หรือ ขาดทุนจะเป็นประโยชน์และเร็วต่อ เรายิ่งนัก  

    ทุกอย่างจากเริ่มจาก 0 หมดหุ้นไทยยังไม่รู้เลยคับ ตัวย่อหุ้น มีอะไรบ้าง มีกี่ตัว  ราคาปกติเท่าไหร่ แต่ก่อนเท่าไหร่หว่า ไม่รู้จิง จิง เข้าดูไป Settrade มีข้อมูลในเพียง 6 เดือน เล่นเมืองนอกดูได้ย้อนหลัง 10 ปี (ในใจคิดจะหวงข้อมูลไว้ทำไม แถมไม่มีเทรนกราฟให้ดูด้วยอีกต่างหาก ตลาดหุ้นไทย นี่จิง จิง) จึงลงทุนสะสมความรู้หุ้นทุกวัน ใน FB ข่าวนี่แหละ อ่านทุกวัน ไม่มีวันไหนไม่อ่าน แต่จะไปได้เร็วเพราะมีความรู้จากการเล่นหุ้นนอก TSX หนึ่งปีกว่า อ่่านอะไร มันก็เข้าใจง่ายดีนะ จากนั้นจึงเริ่ม เทรด ครั้งแรกในวันที่ 11 สิงหาคม 2553 เป็นวันแรก  ลองของดูหน่อย

ต่อไปมาดูผลงานผมนะว่า กำไร หรือ ขาดทุน จากการเล่นหุ้นไทย จะเล่าให้ฟังในตอนต่อไป มีอะไรคือข้อบกพร่องล่ะ  และการพัฒนาความสามารถในการเล่นตลาด SET....ขำ ขำ จากคนไม่รู้อะไรเลย

ครั้งหนึ่งหุ้นกำไรเพิ่มทะลุล้าน Mar17,10

 ไม่น่าเชื่อว่า จะเป็นไปได้ตามที่คาดการณ์หลังจากเศรษฐกิจโลก
ตกต่ำได้ซื้อหุ้นที่แคนาดาไว้บางส่วน มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นอีกล้านกว่าบาท
เหมือนได้ฟรี คิดเป็น +52% บวกบันผลรายเดือน 18% ต่อปี
ขอเก็บไว้ในความทรงจำหน่อยว่า ทุกอย่างนั้นเป็นไปได้ว่า เด็กบ้าน
นอก แบบผม ก็ทำได้ ก็เป็นการเริ่มต้นดีพอควร ในระยะ 8 เดือนที่
ผ่านมา ขณะเรียนหนังสือ 

ข้อคิดจากการอ่านหนังสือเล่นและมาทดลองปฎิบัติดู ก็ใช้ได้จริงที่เดียว
เช่น มีรายได้ก็ให้แบ่งเป็น 3 ส่วน เก็บสะสม ลงทุน ใช้จ่าย
ให้ใช้เงินทำงานบ้าง จงอย่ามีความคิดเป็นลูกจ้างรายเดือนกันเพียง
อย่างเดียว เชื่อผมลองมาหมดแล้ว ลูกจ้างก็น่าเบื่อ เจ้าของก็รับผิดชอบเยอะ
ปวดหัว สุดท้าย เป็นอะไรก็ได้แต่เป็นนักลงทุนด้วยจะเป็นคำตอบ
สุดท้าย อย่ามองคนแค่ภายนอกให้มองที่ใจและความดี ทุกอย่างสร้างขึ้นใหม่
ได้หมด ให้มองที่ความสามารถและรู้จักให้โอกาสคนอื่น
ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ แต่สามารถเลือกจะเดินเป็น คนเก่งและคนดีได้ ต้องเน้น
คนดีด้วย เก่งแต่ไม่ดีก็ไปไม่รอด ดังนั้น เงิน จึงไม่ใช่คำตอบทุกอย่าง
ตัวอย่างมีให้เห็น จะจะ ทุกวันนี้
ใช้ชีวิตให้มีความสุข พอเพียง พักผ่อน ท่องเที่ยวบ้าง โดยเฉพาะ อย่าลืมดูแล
คนที่คุณรักและรักคุณ ด้วยคับ หน้าทีผม ก็ใกล้เสร็จแล้ว อีก ปี จะได้กลับบ้าน
ยาวสักทีไม่มีที่ใดอบอุ่นเหมือนบ้านเรา ที่นี่หนาว แต่บ้านเรา แดงร้อนระอุ
ก็ตามที

แต่ขอให้มีเน็ต ไว้ซื้อขายหุ้นข้ามทวีปได้ก็เพียงพอ


 
หุ้นตลาด TSX แคนาเดียน 12,000 จุด กำลังพิ้นตัว 17 เท่า พี่ไทย 700 จุด พร้อมเลื้อแดง และ เสื้อเหลือง ป่วนด้วย


2 ปี ที่ผ่านมา ตก ก็ช้อนสิ


DGI.UN หุ้นตัวชูโรง 1 ปี ที่ผ่านมา ซื้อช้าไปหน่อย


เหมือนได้เงินฟรี 35,000$CADx32=1,120,000บาท+บันผล ~40,000ฺบาท/เดือน
พออยู่เมืองไทยแบบพอเพียงได้เลยนะเนี่ย  นี่ มัน VI ชัด ชัด ใช่ไหมเนี่ย ^-^

ผลงานเล่นหุ้นนอกครั้งแรก Nov09,09

เป็นการเริ่มเล่นหุ้นนอกครั้งแรกทีไม่เลวที่เดียว ได้ผลประจำเดือนเกิน 30,000 ต่อเดือนแล้ว
เป็น การคุ้มค่าที่ทนอยู่แคนาดา 3 ปี จริงๆ ต่อไประบบการเงินจะไม่ต้องขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจและการเมืองไทย อย่างเดียว สรุปว่าการมาแคนาดาครั้งนี้ ตัดสินใจถูก ทนอีกนิดเพื่ออนาคต หนาวววว.....



Port 25/1/10 ได้ฟรีเพิ่มอีก 20,000$ กว่าขายทิ้งได้ฟรี 6 แสนบาท บันผลเพิ่มเป็น 35,000 บาท ต่ิอเดือน



หุ้นตัวแรกบันผล $0.09656 x7000x31 ~21,000 บาทต่อเดือน นี่เป็นการเริ่มต้นเท่านั้น

"10:31 AM ET, October 20, 2009

BRAMPTON, ON, Oct. 20, 2009 (Canada NewsWire via COMTEX) -- The DATA Group Income Fund ("the Fund") (DGI.UN) announced today that its Trustees have declared a cash distribution on its trust units of $0.09656 per unit. The distribution is payable on November 13, 2009 to unitholders of record on October 30, 2009 for the period from October 1, 2009 to October 31, 2009."



TXPDDV คือบันผลจากหุ้น ทุกเดือน จร้า เนียน เลยนะ ตรงเป๊ะ





ถ้าขายหมดกำไร ครึ่งล้าน แต่คิดว่าน่าจะขึ้นได้อีก ไม่เดือดร้อนก็ไม่ขาย รับประทานบันผลยาว ดีกว่า
บันผลเพิ่มขึ้นเป็น 24,500บาท ต่อเดือน



ตัวอย่าง ALA.UN - ตัว D คือการจ่ายบันผลประจำเดือน 


TSX กำลังขึ้นสู่ 12,000 จุดหลังจาก ช่วงตก VI เล่นตอนหุ้นร่วง เก็บของถูกได้เยอะมาก บางตัวจ่ายบันผลเกิน 20% ที่เดียว

ในการเลือกหุ้น พิจารณาแนวแบบ Valued Investor  ดู Yield เป็นหลัก P/E และP/B ดูตามกันไป ในการพิจารณาหุ้นพื้นฐาน เราเน้นกลยุทธ์ บันผลประจำเดือนดีกว่า 

หลังจากไม่ขายหุ้น ไม่ปล่อย ถือไว้ ไม่เดือนร้อน เกิดอะไรขึ้นกลับหุ้นที่ถือไว้ แนวแบบ VI นะครับ ติดตามชม ตอนต่อไป

การลงทุนหุ้นในแคนาดา TSX 10,000 จุด ครั้งแรก Jul03,09


ตลาด TSX (Toronto Stock Exchange Market) เป็นตลาดขนาดใหญ่อันดับสองของโลก รองจาก ตลาด Hang seng มีขนาด 10,000 กว่า จุด ณ วันนี้ มีขนาดโตถึง 13,000 กว่าจุด ถือว่า เศรษฐกิจมีความมั่นคงในที่เดียว เมื่อเทียบกับ ตลาดหุ้นเมืองไทย SET  ขนาดประมาณ 1,000 จุด ดังนั้น การลงทุนในหุ้นแคนาดา มีความเสถียรภาพมากกว่า นั่นเอง
อีกทั้ง เวลาของตลาดหุ้น ต่างกับเมืองไทย -13 ถึง -14 ชั่วโมง ซึ่งเราสามารถลงทุนเล่นหุ้นได้ในเวลากลางคืนด้วย


ตลาดหุ้น TSX มีหุ้น และ กองทุนที่มีการบันผลประจำเดือนด้วย ซึ่งโดยทั่วไปเรียกว่า หน่วยกองทุน เรียกว่า Unit ไม่ใช่ Stock ส่วนหุ้นสามัญ ก็หน่วยก็คือ หุ้น หรือ Common Stock นั่นเอง  จากกราฟหุ้นกองทุนตัวหนึ่ง มีการจ่ายบันผลรายเดือนถึง 10-18%  (กองทุนจะระดมทุนเงินทำกิจธุรกิจ ได้ประโยชน์ในการยกเว้นภาษี เลยจ่ายบันผลรายเดือนเอามาดึงดูดนักลงทุน พอธุรกิจใหญ่ 4-5 ปี จะปรับโครงสร้างเป็นบริษัทที่มั่นคง แต่อาจจะมีการปรับรูปแบบการจ่ายบันผลและต้องเสียภาษี) รายละเอียดเพิ่มอ่านได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Income_trust และ http://www.riskmetrics.com/policy/2009canada_trust_conversion

เป้าหมายการลงทุนผมคือ ซื้อเอาบันผล มาใช้ประจำเดือน  ตัวอย่าง ถ้าเราซื้อ 5,000 หุ้น  กองทุนจ่าย หุ้น ละ 0.01$ ก็จะได้เดือนละ $500 หรือ 15,000 บาท ทีเดียว ก็ไม่น้อยทีเดียวเชียวนะ เรียกว่า ลงทุนแบบ Valued investor ได้ทีเดียวนะ

โดยมีการจ่ายบันผลเป็นเงินสด(Cash) ประจำเดือนตามภาพต่อไปนี้ หุ้นละ $0.0956 ประจำทุกเดือน




โดยเอกสารซื้อ ขายหุ้น จะมีการส่งยืนยันการซื้อขายมาด้วยจากธนาคารโบรคเกอร์ตามรูปต่อไปนี้


ทุกอย่างมีเอกสารกำกับการซื้อ ขายทุกครั้งทีเดียวเพื่อเป็นหลักฐาน การซื้อ ขายหุ้น ส่งมาให้ทุกครั้งด้วย
บทความค่อไปจะเป็น ผลงานของการเล่นหุ้นนอกครั้งแรกของผมจะเป็นเช่นไร โปรดติดตาม กำไร หรือ ขาดทุน

ลงทุนวางแผนชีวิตสักนิด ชีวิตอาจจะเดินเร็วขึ้นเยอะ



by Nu Kittinu on Sunday, September 26, 2010 at 9:48am

"ตั้งเป้าไว้อย่างนั้นแหละได้ ไม่ได้ อีกเรื่องแต่ก็ยังได้ก้าวเดิน ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงและความเบื่อ ก็ต้องทนเอาครับพี่น้อง ชีวิตอันอิสระหายไปเพียบ เส้นชัยนั้นอยู่คงอยู่ที่เดิม แต่เราต้อง เดิน วิ่งเยาะๆ ไปหามัน ไม่ถึง ปี แร้ว"   นี่คือ คำพุดที่ผมเตือนใจตัวเองอยู่เสมอ  ว่า เราจะเดินได้เร็วแล้วเราต้องวางแผน
ระดับ ระยะสั้น- ระยะกลาง- ระยะยาว  ว่าจะมีทิศทางไปทางใด โดยการวางแผน ปฏิบัติ ตรวจสอบ และแก้ไขข้อบกพร่อง ที่ทฤษฎีของญี่ปุ่น คือ PDCA (Plan-Do-Check-Act)

แผนงานของผมในระยะกลาง ที่วางไว้ 2008-2014 ดังตัวอย่างนี้  ว่า เป้าหมายหลักคืออะไร เป้าหมายรองคืออะไร มีเป้าหมายอะไรบ้าง อันไหนก่อน อันไหนหลังนะ แต่ละเดือนจะมีการปฎิบัติ และ อัพเดตผลการปฎิบัติงานรายเดือน และสรุปผลรายปี พร้อมตรวจสอบแก้ไขว่า เราพลาดและบกพร่องอะไร แล้วแก้ไขในจุดนั้นให้ตรงตามเป้าหมาย หรือ มีการปรับเปลี่ยนแปลงเป้าหมาย ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปด้วย

ตัวอย่าง การวางเป้าหมายของการมาแคนาดาหลัก

Operating plan FY2008-14
1.Maintain Permanent resident (24 months) to get Canadian citizenship (36 months)- 34 months (94% progress)
2.Diversify business- Thai Restaurant,Calgary -100% Jun08 (Sold all 30% shared Jun10)
3.Study more: English and M.Eng in Schulich school of Engineering at U of C -100% progress GPA 3.94
4.Study and Invest US/CAD stock exchange-100% Jun09
5.Work with International company in Canada-100% Jan09
6.To be a Canadian professional engineer(APPEGA) 2010-100%  NPPE exam passed Jan11

7.Study MBA Chula 2011-0%
8.Study PhD 2014(Optional)-0%

ปีนี้ วันพักหนาวเมืองไทย Apr30,2011

จากการวางแผนและเป้าหมาย ทำให้เราทราบแนวทางที่เราจะเดินไปได้ตามเป้าหมาย บางอย่างไม่สำเร็จ ก็ ได้ลงมือทำให้เราพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ ให้ดีขึ้นนะ

"เส้นชัยไม่ได้มาหาเรา แต่เราต้องเดินไปหาเส้นชัย"


ลงทุนใช้เงินทำงานเมืองนอก ตัวอยู่เมืองไทยดีกว่า


by Nu Kittinu on Sunday, September 26, 2010 at 9:31am
    ความคิดผมคือ ทำอย่างไร จะทำงานเมืองไทยแล้วได้ $ ใช้ประจำเดือนด้วยนะ และจะทำอย่างไรจึงจะโอนเงินไปมา ระหว่างกันได้ โดยที่ตัวอยู่เมืองไทย หรือ จะซื้อ ขายหุ้น ตลาด North America อย่างไร โดยที่ตัวทำงานอยู่เมืองไทย  นั่น คือ ที่มาของ โมเดล ที่เรียกว่า "ซุกหุ้น ออนไลด์"
    ปกติการโอนเงินจากเมืองไทยออกนอกประเทศนั้น ทำได้เพื่อการศึกษา/การดำรงชีพในชีวิิตประจำวัน แต่ ผมโอนมาในฐานะ การดำรงชีพในต่างประเทศ ซึ่งมีขอบเขตจำกัด ปีละไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยใช้บริการอินเตอร์เน็ตของ SCB ฺNet ไปยังธนาคารปลายทางที่แคนาดา TD Canada Trust ทางอินเตอร์เน็ต แต่ปัญหาคือ จากธนาคารที่แคนาดา ไม่มีโปรแกรมเน็ตที่โอนกลับมาเมืองไทยได้ คือ ทำได้ลักษณะ One way นั่นเอง จะทำการโอนกลับไปคือ ต้องไปทำที่เค้าเตอร์เท่านั้น ไม่สามารถโอนแบบออนไลด์ได้  โดยปกติ ธนาคารในแคนาดา จะมีการรักษาความปลอดภัยที่ดีมี มีทั้งการจำกัดวงเงินในเบิกต่าง ๆ ตู้ ATM หรือ E-mail transfer รวมทั้งระบบ Visa card ต้องมีการประกันขั้นต่ำด้วยเงินฝาก Saving กันเลยที่เดียว
    การแก้ปัญหาได้ด้วยการเป็นลูกค้า Premier ของ HSBC มี 80 สาขา ซึ่งจะสามารถโอนเงินระหว่างบัญชีของตัวเองทั่วโลกในระบบออนไลด์ได้  จึงสามาถเชื่อมต่อการโอนเงินได้ตามไดอะแกรมทางด้านบน เชื่อมธนาคารการเงินทั้งหมด เพื่อให้ทำธุรกรรม ซื้อ ขาย เทรดหุ้นโดยตัวเองอยู่ที่เมืองไทย แบบว่า มีคอม มีเน็ตก็เทรด โอนเงินไปมาได้เท่านั้น ไม่ต้องบินมาแคนาดาเลย การนำเทคโนโลยีมาเชื่อมต่อกันก็ข้อดีไม่น้อยเหมือนกัน นี่คือ การพัฒนาระบบเชื่อมต่อทางการเงินอีกแบบหนึ่ง ใช้ข้อดีแต่ละระบบมาต่อกัน
ตามภาพไดอะแกรม แค่นี้ เราก็ซื้อ ขาย หุ้นได้ทั่วโลก ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกแล้ว แม้กระทั้ง เมืองไทย ง่าย สะดวกดีใหม่คับ รู้เทคโนโลนีก็มีประโยชน์ ไม่น้อยทีเดียวนะ

ลงทุนทำงานเมืองนอก ดีกว่า เมืองไทยไหมนะ


by Nu Kittinu on Sunday, September 26, 2010 at 9:24am
ลง ทุนทำงานเมืองนอก ดีกว่า เมืองไทยไหมนะ อันนี้ ก็ต้องบอกว่า ขึ้นกับความนิยมนะ ถ้าเน้นความสัมพันธ์แบบพี่น้อง เข้าคิว ตามอายุขัย ก็เมืองไทย หรือ บริษัทข้ามชาติตะวันออกดีกว่า  ถ้าเน้นความสามารถหรือ Performance บริษัทข้ามชาติตะวันตก เก่งเร็ว ไปเร็ว แรงกว่าแซงทางโค้ง

การ ลงทุนทำงานเมืองไทย  เงินเดือน เริ่มต้นไม่แพง 15,000-30,000 บาท ขึ้นปีนะ 7-15% (อ้างอิงจากประการณ์ที่คุยกับเพื่อนเมื่อ 10 ปีก่อน ) ขึ้นกับการประเมินผลงานในแต่ปี การทำงานที่สังเกตจะมี 3 แบบ แบบ 1 ไทยล้วน แบบที่ 2 ลูกครึ่งไทย ตะวันตก แบบที่ 3 ลูกครึ่งไทย ตะวันออก  แบบที่ 4 ตะวันตกล้วน ผมคงพูด แบบที่ 3 อ้างอิง ในเครือปูนซีเมนต์ไทยที่ผมทำงานอยู่ แบบลูกครึ่งไทย ตะวันตก ฐานเงินเดือนเริ่มต้นถือว่าแนวหน้า การขึ้นเงินเดือนจะต่ำ หรือ ความชันต่ำ แต่ เทียบกับเพื่อนๆ ที่ทำงานแบบที่ 4  ฐานะเงินเดือนเริ่มต้น อาจจะต่ำกว่า แต่ความชันจะสูงกว่า และจะตัดกันในปีที่ 4-5 ปี และจะแซงหน้าไปเรื่อยๆ แรงกว่า  ถ้าพูดถึง วัฒนธรรมการทำงาน แบบตะวันออก จะเหมือนพี่น้องมากกว่า ก็สบายใจดี ขึ้นก็ ขึ้นตามกัน เก่งกว่ากัน ก็ขึ้นตามอายุขัย แต่ แนวตะวันตก คือ เอามีดแทงหลัง คุณไม่วิ่ง คุณโดนเสียบ ก็เท่านั่น

การลงทุนทำงานเมืองไทย สมองผมว่า ช่วง 20-30 ปี เป็นช่วงหาความรู้ เริ่มเก็บสะสมเงิน สะสมลูกน้อง ถ้าใครคิดการใหญ่ แต่เงินสะสมคงได้ไม่เยอะเท่า ทำงานเมืองนอก  ช่วงหลัง 30ปี เงินเดือนจะเริ่มมากขึ้น เพียงพอที่จะเก็บและสะสม เป็นช่วงเน้นการบริหารคน มากกว่า เรียนรู้งานในเชิงลึก และจะพร้อมจะก้าวขา เริ่มมาทำธุรกิจเอง หรือ เริ่มเป็นนักลงทุน เพราะ เริ่มรู้แล้วว่า ลูกจ้างคงไม่ใช่คำตอบของชีวิต ประกอบความเบื่อหน่ายและไม่มีอิสระในชีวิตนั่นเอง

การลงทุนทำ งาน เมืองนอก ข้อแรก คุณน่าจะต้องเรียนจบเมืองนอก หรือ อาจจะโชคดีได้บริษัทตะวันตก ส่งมาทำงานเมืองนอก เงินเดือนเริ่มต้นตามภาพของคนจบ ป ตรี ในแต่ละสาขา ตามรูป ถ้าเทียบกันก็ดูแล้ว เยอะกว่า เมืองไทย หลายสาขา ช่วง 20-30 ปี ก็จะเก็บเงินสะสมได้มาก เมื่ออายุเท่ากัน ถ้าคนไหนหลง ไม่รู้จักการบริหารเงิน ก็เหมือนกัน คือ เงินเก็บก็จะน้อย ค่าใช้จ่ายประจำเดือน ค่าภาษี 10-40% ตามฐานเงินเดือน จะสะสมได้มากต้องรู้จักเก็บ
ช่วง 20-30 ปี เงินเก็บสะสมจะเหลือ และลงทุนได้เลย เมื่อ เทียบกับเมืองไทย (แต่เมืองไทยก็มี คนอายุ 20-30ปี เริ่มเป็นนักลงทุนแล้ว อาจจะมีฐานะแต่เดิมอันนี้ไม่ขอพูดถึง ถือว่า โชคดี)  ช่วง 30-40ปี เงินเดือนจะปรับตามประสบการณ์ 1.5-2.0 เ่ท่า ซึ่งเพียงพอต่อการใช้ และ ลงทุน ในด้านบริหารมากกว่า เชิงทักษะ   ส่วนวัฒนธรรมการทำงาน เน้น performance ล้วนๆ เก่งจิงไปเร็ว เก่งไม่จริง ร่วง ตัวใคร ตัวมัน เหมือนอยู่ในสนามแข่งรถ กระตือรือล้นตลอดเวลา แต่ ฝรั่งก็ไม่ได้เก่งกว่า คนไทย เท่าไหร่ โง่ งี่เง่า ก็มีให้เห็น แต่ชอบดูถูกคนเอเชีย เนื่องจาก พูดภาษาอังกฤษ ไม่เหมือนเขา นอกจากพวกเอเชีย generation 2 หน้าเอเชีย แต่สำเนียงตะวันตก เพราะ โตกับพวกฝรั่งที่นี่ พูดภาษาแรก พ่อ แม่ ไม่ชัดถ้อยชัดคำ

มาตอบคำถามว่า ลงทุนทำงานเมืองนอก ดีกว่า เมืองไทย อันไหนดีกว่า ตอบเป็นช่วง อายุ 20-30ปี ทำงานแบบตะวันตก หรือ ทำงานเมืองนอกได้จะดีกว่าเก็บสะสมเงินได้มากกว่า เร็วกว่า ได้ประสบการณ์ ดีกว่า เพราะ วิ่งตลอด มีโอกาสเป็นนักลงทุนได้ก่อน อายุ 30 ปี
ช่วงอายุ 30-40ปี  มาทำงานเมืองไทยจะดีกว่า ฐานเงินเดือน และ ประสบการณ์ ภาษา จะดีกว่าคนอื่น จะเน้นในเชิงบริหาร ถ้าทำงานก็อยู่แนวหน้า คนไทย ที่พูดภาษาอังกฤษเหน่อ นั่นเอง เพียงพอต่อการดำรงชีพ และ ค่าใช้จ่ายที่ไม่แพง เริ่มลงทุนเป็นนักลงทุนและเริ่มสร้างกิจการเอง จากมุมมองของโลกกว้างจะดีกว่า  ถ้าใครจะคิดเป็นลูกจ้างฝรั่งไป  โอกาสขึ้นขึ้นมาบริหาร ฝรั่ง ก็ยาก คงไม่ให้เอเชีย มาบริหารเขาได้ง่ายๆ แน่ ไม่คิดมีอะไรเป็นของตัวเอง หรือชอบใช้ชีวิตเมืองนอก ขึ้นกับความคิดของแต่ละคน  แต่ถ้าจะทำอะไรเมืองไทย Networks หรือ เส้นอาจจะมีอิทธิผลประกอบด้วย

สำหรับผม มันเกิน 30  ขวบแล้ว เริ่มเหนื่อย ล้า ขอกลับไปทำงานเมืองไทยดีกว่า ปล่อยให้เงินทำงานเมืองนอกแทนดีกว่า เป็นทางออกสำหรับผม บอกได้เลยว่า พอเพียง ใช้ชีวิตสบายๆ มีความสุขเมืองไทยดีกว่า ไม่ต้องวิ่ง ตลอดเวลา นั่นคือความคิดในสมองผม " เป็นหัวหมา ดีกว่า หางราชสีห์ "^^*

ปล. เขียนอ้างอิงจากประสบการณ์ผม อาจจะไม่ถูกต้องซะทีเดียวนัก ^^*

ลงทุนเรียนเมืองนอก ดีกว่า เมืองไทย ไหมนะ

by Nu Kittinu on Saturday, September 18, 2010 at 8:33pm

ใน ชีวิต ไม่เคยคิดว่า จะได้มาเรียนเมืองนอกกะเขา จำได้สมัยตอนมัธยมปลายกลัว ครูฝรั่ง มาก กลัวเฉพาะ พูดกะ ฟังนะ ถึงคาบก็มีแต่พวกผม (หมอ วิดวะ ) นั่นแหละ นั่งกันติดกำแพง ในใจคิดว่า ครูอย่าถามผมนะ หมดคาบแทบขาดใจตาย  ส่วนแกรมม่า กะ อ่าน ขอให้บอกเถอะ เคยสอบทุน AFS ได้กะเขาเหมือนกัน แต่ทั้งโรงเรียนติดกัน 50 กว่าคน โคตรเยอะ คัดเฉพาะคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ กับ บ้านรวย ซึ่งผม ไม่ได้อยู่ 2 ประเภทนั้นเลยนะ

ตอน เรียนมหาลัย ก็อ่าน Text book นะ เขียนบ้างไม่เยอะ ไม่ได้พูด ไม่ได้ฟัง เพราะ ไม่ได้เรียนวิดวะอินเตอร์แบบชาวบ้านเขา ของผมวิดวะ บ้านนอก ถึกและทนเป็นที่เล่าขานกันในหมู่วิดวะ ว่า มีความทนทานมาก (ฟายมาก) เพราะ ไปไหน ไม่ได้ ไม่ค่อยมีภาษาอังกฤษติดตัวกันนั่นเอง

มี เพื่อนอยู่ 1 คน เป็นรุ่นพี่ ไป ทุน American แลกเปลี่ยน มา 1 ปี พอกลับมานั่นแหละ พูดอังกฤษอย่าง Native แถมเรียนเก่งอีก ก็ได้ทำงานกับบริษัทน้ำมันอินเตอร์ข้ามชาติ ด้วยวัย 20 กว่า ด้วย 5,000$ ต่อเดือน ตอนนี้ เจอกันล่าสุด รับกันไปที่มากกว่า 100,000$ ต่อปี ก็ถือว่า ไม่น้อยทีเดียว สำหรับลูกจ้างมืออาชีพ ส่วนเส้นทางผม ไม่ได้เรื่องภาษา เข้าเครือปูนซีเมนต์ไทย รายได้เริ่มต้นก็ไม่ได้แย่นัก แต่ยังคงใช้ภาษาไทย อังกฤษบ้าง แบบ งู งู ปลา ปลา แต่ ไม่น่าเชื่อ เวลาสอบ ผมอยู่ต้นๆ ของบริษัท อยู่ 1 ใน 10 ก็ถือว่า ไม่ได้ย่ำแย่อะไรมากนัก เพราะ มีพื้นแกรมม่า และ การอ่านดี   การพูด และ การฟัง ไม่ต้องพูดมัน ห่วย แตก มาก

ในที่ทำงาน มีพี่ที่จบยูนอก และ ยูไทย AIT ที่เรียนด้วยภาษาอังกฤษ ตอนนั้น ผมมองว่า ระดับเทพ มาก ในสายตาวิศวกรด้วยกัน ถือว่า ระดับชั้นนั้นสูงกว่าที่เดียว ในใจคิดว่า ฐานะ ปัญญาเรา คงไม่ได้แบบเขาหรอก ทำงานเป็น เบ้ ต่อไปดีกว่า  วิดวะ คนไหน ภาษาเก่งหน่อย บินออกนอกประเทศกันว่าเล่น ส่วนผมอยู่โรงงานครับ วันหยุดยาว มาทำงานซ่อมบำรุง  วันหยุดเขา วันทำงานเรา วันทำงานเขา ก็วันทำงานเราอีก ชีวิต 7-11 นั่นแหละครับ

จนเมื่อการเปลี่ยนแปลง ครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อมาแคนาดา เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตผมบ้าง หัวเราะทั้งน้ำตากันทีเดียว  มาเป็นพลเมืองที่นี่ มาถึงก็สอบวัดระดับ CBLA หรือ Canadian Brench Mark Assessment ให้ทดสอบว่า พูด ฟัง อ่าน เขียน อยู่ระดับไหน เขาจะมีโรงเรียนสอนและปรับภาษาให้เขาเรียกว่า LINC โปรแกรม โดยรัฐบาล จัดให้ ฟรี เพื่อปรับพื้นฐาน เริ่มเรียนกัน ตั้งแต่ ออกเสียงใหม่หมดเลย เหมือนเด็กประถม ตั้งแต่เสียง R,L,TH ที่ยากสำหรับคนไทยเรามาก เนื่องจาก วิจัยแล้วขัดกับภาษาไทย แม่ของเราเป็นอย่าง ยิ่ง ไม่ใช่ แต่ไทยนะ เพื่อน คนจีน ญี่ปุ่น ชาติอื่น ก็มีปัญหาแตกต่างกันไป  จำได้ว่า เดินไปทำเสียง R,L,TH ไป ประมาณ 6-7 เดือน จึงจะปรับลิ้นได้ จากลิ้นภาษาแม่  ส่วนใครที่มาเรียนภาษาแค่ 6 เดือนนะ รับรองว่าได้เลยว่า กลับไปภาษาไทยยังชัดแจ๋วแน่นอน

การ เรียนภาษาอังกฤษ ที่ถูกต้อง ต้องเริ่มจากการฟัง เจ้าของภาษา ซึ่งครูไทยเรา สอนแบบผิด ๆ "Good morning , How are you ?  I'm fine. Thank you and you, Sit down", ท่องเป็นนกแก้ว (โรงเรียนบ้านนอก ผมสอนแบบนี้ ทุกเช้า) ไม่ได้สอน ให้เริ่มจากการฟังก่อน เน้นแกรมม่า เขียนกันซะเกิน ทักษะ ควรจะต้องพัฒนาทั้ง 4 ด้าน  พูด ฟัง อ่าน เขียน ไปด้วยกัน  การฟังสำคัญที่สุด เหมือนเด็กที่เกิดที่นี่  ฟังพ่อ แม่พูดเป็นปี ถึงจะพูดตามพ่อแม่ได้ คือการเลียนเสียง หรือ Copy เสียงนั่นเอง จะมีคำเน้น พยางค์ สั้น ยาว ขึ้นแต่ละคำ ที่เรียกว่า Stress และ Shawa นั่นเอง การเรียนภาษาที่ดี คือ ดู TV ที่เป็นอังกฤษ ไม่มี Sub title อย่างน้อยวันละ 2 ชม โดย ครูที่ดี ของผมก็คือ Youtube นั่นเอง ฝึกฟัง Copy เสียงเอา เริศมากครับ

จากนั้นเข้าเดือนที่ 8 ภาษาผมดีขึ้นมาก ทดสอบภาษาอังกฤษเข้าเรียนโท ได้อย่างสบาย ใช้เวลาเรียน ปี ครึ่ง จบมาเกรด เรียนต่ออีกขั้นได้สบาย โดยมีพื้นฐานการเขียน แกรมม่าเป็นพิ้นที่ดีติดมาจากเมืองไทย ส่วนการฟัง ถึงจะฟังไม่หมด ก็เก็บด้วยการอ่านหนังสือเอา  ผลการสอบที่ไร ก็ไม่น้อยหน้าชาติใด แต่ต้องอ่านหลายรอบหน่อยเท่านั้น เพราะไม่ใช่ภาษาแรกของเรา อ่านรอบเดียว ไม่มีทางจำได้หมด ต้อง อึด และ บึก เท่านั้น โดยรวมไม่เห็นจะยาก เท่าเทียมกับคนชาติอื่นๆ ไม่แพ้กันตรงไหน ยังดีกว่าด้วยซ้ำความมั่นใจกาารเรียน พูด ฟัง กลัวฝรั่ง นั้นแทบไม่มีเลย เรียกว่า "คนไทย ก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก" ทีเดียว

ค่าเล่าเรียน นั้น โชคดี ผมได้ทุนรัฐบาลแคนาดา ไม่ใช่ ทุนรัฐบาลไทยนะ คงไม่มีปัญญาไปแย่งพวกอัจฉริยะ ในเมืองไทยได้ ที่นี่ เขาให้ขอทุนเรียนได้
จบ แล้ว ใช้คืนเอา มีค่าหนังสือ ค่าใช้จ่ายให้แต่ละเดียว พอเพียง ถ้าเป็นพลเมืองถาวรแบบผม ค่าเล่าเรียนสายวิดวะ ก็ตก 10,000$ ต่อ โปรแกรม ก็ 300,000 กว่าบาท เท่านั้น อย่างกะเรียนเมืองไทยเลย ส่วนถ้าเป็นพวกน้องนักเรียนไทยก็ 2 เ่ท่า ก็ 600,000 บาท แต่ค่าใช้จ่ายอยู่นะแพง ตีซะเดือนละ 1000$ x24 เดือนก็ 24000$x30B = 720,000B โดยรวมอย่างต่ำแล้ว ก็คนละ ล้าน สามแสนอย่างต่ำ ถ้าเรียนสาย MBA บริหาร ค่าเล่าเรียน 40,000$ ต่อโปรแกรม คิดดู 4 เท่าของสายอาชีพ เท่ากันหมด ไม่ว่า พลเมืองถาวร แคนาเดียน นักเรียนต่างชาติ รวมค่าเล่าเรียน ค่าอยู่ สายบริหาร ประมาณ 2 ล้าน ต่อคนได้

มาตอบคำถาม เรียนเมืองนอก กับ เมืองไทย ดีกว่า ตรงไหน
1. ภาษาอังกฤษที่ดีกว่า และพัฒนาตัวเองได้เร็วกว่า เพราะ ไม่ได้ค่อยคุยไทยกับใคร ต่อให้เรียนอินเตอร์ที่ไทยก็ยังไม่ดีเท่า และ เร็วกว่า ส่วนพวกที่มีเพื่อนนักเรียนไทยเยอะๆ นั้น ก็ไม่ค่อยได้พัฒนาเท่าไหร่ แต่ก็ยังดีกว่าอยู่เมืองไทยที่ได้ใช้มากขึ้น ของจริงต้องอยู่กับฝรั่งให้เยอะที่สุด ลอกมันมา
เพราะโดนกดดันด้วยสภาวะแวดล้อม
2. ประสบการณ์ด้านการดำรงชีวิต ดีกว่า แบ่งเป็นหลาย กลุ่ม บางคนจากเด็กเกเร ลูกคุณหนู ต้องมาทำงานในร้านอาหาร ในมหาลัย มีความรับผิดชอบมากขึ้น เด็กพวกนี้ บ้านรวย อาจไม่เคยเจอความยากลำบาก ก็เลยต้องเอาตัวรอด และเริ่มเห็นคุณค่าของเงิน ถ้าเขาทำงาน แต่ก็ จะมีอีกพวกแบมือขอพ่อแม่ ไม่ทำอะไร เรียนอย่างเดียว เรียนจบก็ไปเบ่งกับคนอื่น ว่าตัวนั้น จบนอก  ขอบอกได้เลยว่า คนเมืองไทยที่เีรียนเมืองไทย ยังเก่งเรื่องการวิเคราะห์เหตุผลมากกว่า ทีเดียว  กลุ่มเด็กนักเรียนทุน อันนี้ เก่งของจริงครับ ขุนและบู้กันทีเดียว
3.การ ทำงานในอนาคต  โอกาสในการทำงานระดับอินเตอร์มากกว่า รายได้จะมากกว่า คนที่ไม่มีภาษาอังกฤษติดตัว ทุกอาชีพในโลก ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งจำเป็นในการติดต่อลื่อสาร ประเทศเรา ไม่ได้บนโลกคนเดียว ต้องทำเศรษฐกิจการค้ากับคนอื่น  ใครได้ภาษาก็ได้ระดับงานหน้าที่ได้สูงขึ้นนั่นเองในหลาย ๆ สาขาที่ต้องติดต่อกับต่างประเทศ

ถามว่า ถ้าผมมีครอบครัว ส่งลูกหลานมาเรียนเมืองนอกไหม ตอบได้ว่า ส่งแน่นอน ถ้าเขาไม่ได้คิดเป็นหมอที่เมืองไทยนะ (หมอเมืองนอกเป็นยากมาก ต้องเรียน ป.ตรี วิทยาศาสตร์ ให้โคตรเก่งก่อน จึงเข้าเรียนต่อหมอได้) ถ้าได้ที่ไทย เรียนที่ไทยเถอะระดับเทพ  ส่วน สาขาื่อื่นแนะนำ ให้เรียนเมืองนอก ถ้ามีกะตางค์ส่งนะ แต่ได้ทุนก็ดีกันไป โดยจะต้องให้เรียนภาษากันที่ไทยตั้งแต่เด็กเลยล่ะ   ม.ปลาย อาจจะให้มาเรียนที่นี่ ป.ตรี ก็เรียนเมืองนอกนี่แหละไม่ต้องเรียนโท หรอก ถ้าทำงานเมืองนอกเพียงพอ เรียนโท เอก แล้วคุณสมบัติเกิน ส่วนเขาจะกลับไปทำงานที่ไหน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะ ถ้าคุณจะทำงานเมืองนอก จบเมืองไทยพวกเขาไม่รู้จักหรอก บ้านใครบ้านมัน ว่างั้นเถอะ นอกจากโดนส่งมาจากบริษัทสาขาเมืองไทยนั้น อีกเรื่อง ส่วนรายได้ก็แตกต่างกันแล้ว   เด็กไทยบางคนจบเมืองนอกก็ไม่กลับกัน เพราะ รับเงินเดือนเริ่มต้นกันไม่ได้ ถ้าสามารถหางานทำได้ หรือ จะกลับไปทำงานเมืองไทย ก็อยู่ระดับแนวหน้าขององค์กรได้อย่างแน่นอน ค่าจ้างเหนือระดับ น่าจะประทับใจ  ถ้าไม่ใช่ พวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฟ่อ ลูกคุณหนู หรือ พวกไม่รู้จักชื่อพ่อตัวเอง " รู้ไหมว่า กรู ลูก ใคร" เพราะต้องยอมรับว่า การให้ศึกษา เป็น การลงทุนของชีวิตพื้นฐาน โดยเฉพาะ โลกยุคไร้พรมแดน นั่นเอง

ลงทุนร้านอาหารไทยเมืองนอก ง่ายนิดเดียว ลองมาแล้ว




by Nu Kittinu on Sunday, September 12, 2010 at 5:36pm
เนื่องจากต้องเดินทางมาแคนาดาเพื่อรักษาสิทธิพลเมืองแคนาดา ในปี 2008  ให้ชื่อ โครงการเฟสแรกว่า โครงการ...ชุบตัว...

ได้ วางแผนจะทำธุรกิจเพิ่ม คือ ร้านอาหารไทยที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทย ซึ่งได้รู้จักหุ้นส่วน อีก 2 คนที่เป็นพลเมืองแคนาดาเหมือนกัน ที่มีเป้าหมายเดียวกันที่มีศักยภาพในการทำอาหาร ซึ่งจบการเรียนทำอาหารที่สวนดุสิต เนื่อง
จากผมทำอาหารไม่เป็น จึงเตรียมส่งตัวแทนเรียนแทนผม ที่สวนดุสิตเหมือนกันแล้วให้ฝึกงานที่จะได้ใบจากกรมแรงงานด้วย โดยลงทุนให้ค่าเรียน ค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายด้วย หมดไปเกือบ ครึ่งแสน เพื่อจะให้มาแทนผมและทำการวางแผนธุรกิจ โดย ผม ยินยอมถือหุ้น 30% หรือ 1 ใน 3 ของเงินลงทุน ประมาณ 1 ล้าน โดยวางว่าจะได้ทำงานด้วย ระหว่างเรียนหนังสือ เมื่อการสร้างร้านเสร็จแล้ว  ตามแผนงานที่วางไว้

เรา เลือกเมือง คัลการี เพราะ เป็นเมืองน้ำมัน และพลังงาน มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดในแคนาดา คนมีรายได้เยอะอยู่เมืองนี้ และ ยังมีร้านอาหารไทยเพียง 10 กว่าร้าน และมีเจ้าของไทยเพียง 3 ร้าน  ไม่เหมือน โตรอนโต และ แวนคูเวอร์ ที่มีร้านอาหารไทย 100-200 ร้านที่เดียว

เริ่ม ด้วยการ ตั้งแบรนด์ ซึ่งชื่อที่ผ่าน ก็มองมาจากหัวสมองผมนั่นเอง เริ่มการสร้างร้านด้วย การเดินสำรวจแลัววิเคราะห์ จุดแข็ง จุดอ่อน ของร้าน จากหลายร้านที่ประกาศให้เช่า หรือ ให้เซ้งกิจการต่อ ซึ่งมองแล้วว่า การเทคโอเวอร์ ง่ายที่สุด จากหลายๆ ร้าน ในที่สุดก็ได้เทคโอเวอร์  ร้านอาหารร้านหนึ่ง มาทำต่อ โดยจะต้อง ตกแต่งใหม่ งานที่ทำแบ่งกันไป โดยผมรับผิดชอบในงานช่าง เดินระบบไฟ แสงสว่าง ทำป้ายร้าน ทำภาพฝาผนัง ทาสีร้านใหม่  หุ้นส่วนอื่น ทำการตกแต่งชุดโต๊ะอาหาร ทุกอย่าง เราทำเอง และดูแลการสั่งซื้อของ เพราะ ถ้าจ้างค่าแรงจะแพงมาก สำหรับค่าแรงฝรั่งที่นี่  จึงได้ร้าน ธีมอย่างที่เห็นในภาพ

ต่อ จากนั้น การดำเนิน เอกสาร ทำการตืดต่อ ทนาย ซึ่งได้เป็นชาวเวียดนาม ในการจดทะเบียนบริษัท ผมถือหุ้นในสัดส่วน 1/3 หรือ ประมาณ 30% โดยติดต่อเอกสารของรัฐบาล ที่เรียกสั้นๆ ว่า City ทั้งส่งแบบอนุมัติร้าน การเช่า โดย City จะออกใบอนุญาติทำธุรกิจให้เรา ส่วน ใบอนุญาติขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต้องของแยก ซึ่งผมจะไปด้วยทุกครั้ง เพราะ อยากรู้ขั้นตอนว่าทำอย่างไรบ้าง

หลังจากทุกอย่างเสร็จ เริ่มเดือนแรกด้วยการทำงานในร้าน เจ้าของต้องเป็นเด็กเสริ์ฟ ผมรับตำแหน่งนั้น พร้อมเก็บเงิน รับลูกค้า ชีวิตนี้ บอกว่า "ไม่เคยทำมาก่อนเลย"  จนกว่า เราจะจ้างลูกจ้างมาจากเมืองไทยได้ ต้องประกาศก่อน 3 เดือน ให้คนในแคนาดาก่อน ดังนั้น จะต้องทำกันเอง 3 คน และจ้างคนไทยมนพื้นที่มาช่วยก่อนโดยจ่ายเป็น Cash  ผมก็เริ่มผลักตัวเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย หลังจากที่ ร้านได้ประมาณ 3 เดือน  ยอดขายช่วงแรก ไม่ถึง 1 หมึ่นเหรียญ ต่อเดือน ธุรกิจดำเนินมาเรื่อยๆ จน 2 ปี ยอดขายเพิ่มเป็น ระดับ 3 หมื่นกว่า เหรียญ ไม่รวม ทิป ซึ่งเป็นเงินสดประมาณ 10% ในแต่ละเดือน โดยใช้กลยุทธ Dining,Take out service,Delivery compamy ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ สามารถจ้างลูกจ้างคนไทยมาจากเมืองไทยเพิ่มอีก 3 คน

เนื่องจาก ผมใกล้เรียนจบโทแล้ว 2 ปี พอดี จึงพิจารณาการขายหุ้นที่ถือ 30% เพื่อเตรียมตัวกลับบ้านเมืองไทย และ ทำงานหลังเรียนจบในด้านวิศวกร ให้เท่าฝรั่ง ถ้าจะทำงานที่แคนาดา สุดท้ายก็ได้ขายหุ้นพร้อมกำไร ให้พี่คนไทยคนใหม่ ที่จะมาเป็นหุ้นส่วนร้าน ไม่ได้เสียดายอะไร เพราะ รู้วิธีทำกิจการแล้ว ว่าทำอย่างไร ระบบบัญชี ยกเว้นอย่างเดียว คือ การลงมือทำอาหารด้วยตัวเอง จะทำอีกครั้ง ก็ไม่ได้ยากอะไร ความรู้ติดตัวใครก็แย่งไปไม่ได้ แต่ที่รู้ ๆ เงินรั่วไหลได้ง่ายมาก ถ้าไม่อยู่คงไม่มีกำไร ถึงผู้ถือหุ้นเป็นแน่ ประกอบกับ ได้เรียนรู้เรื่องการลงทุนในตลาดหุ้น TSX ทำให้ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดเพื่อลงทุนในตลาดเงินดีกว่า ได้ปันผลและกำไรที่ดีกว่าแน่นอน

ดังนั้น โดยภาพ ธุรกิจร้านอาหารไทย ไม่มีโอกาส เจ้ง เลยก็ว่าได้ เพราะ อาหารบ้านเราอร่อย โด่งดังระดับโลก ฝรั่งเขารู้จัก แต่ ต้องใช้เวลาหน่อย เพื่อเพิ่มฐานลูกค้า  งานจะจุบ จิบ วุ่นวายมาก ควบคุมระบบเงินรั่วได้อยากมาก ระบบเงินสดและ ทิป รวมทั้งคนและหุ้นส่วน ถ้ามีวิสัยทัศไม่ตรงกันซึ่งผมก็ได้เจอแล้ว ว่า จริง อย่างที่หนังสือเขียนไว้ หรือ คนอื่นได้เตือนไว้
นโยบายผม คือ "รวย ต้อง รวยกันเป็นทีม"  แต่บางคนไม่ใช่ คนแบบผม นะสิ ......คือ ปัญหา

ผม อาจจะกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับ "ดรีมทีม ที่มีวิสัยทัศน์ตรงกัน" บุก เมืองแวนคูเวอร์ เพื่อทำมันอีกครั้ง เพื่อช่วยคนที่ลำบากได้อีกหลายคน ถ้าเป็นไปได้  มันยังมีโอกาส อีกมากมายเหรอเกินที่แคนาดา นี้ สำหรับธุรกิจอาหารไทยบ้านเรา  ต้องกลับบ้านก่อน มีสัญญาณเรียกตัวให้กลับ เมื่อครบกำหนด 3 ปี ในกลางปีหน้า กลับมาอีกครั้ง ไม่ยาก ผมรู้วิธีและสามารถจัดตั้งบริษัทในแคนาดา โดยมีผมเป็นแคนาเดียนและ คนไทยที่จะถือหุ้นได้อีก 50% ทางกฏหมาย นั่นเอง

ปล. ภรรยาไทย สามีฝรั่ง ไม่มีความรู้กันเท่าไหร่ ยังทำร่ำรวยกันได้ และ ทำไมทีมนักธุรกิจ จะมาทำไม่ได้ล่ะ ง่ายนิดเดียว จริงๆ นั่นแหละ

ลงทุนตลาดหุ้นแคนาดา TSX 10,000 กว่าจุด ง่ายแค่ปลายนิ้ว

 

by Nu Kittinu on Sunday, September 12, 2010 at 5:41pm

การ ลงทุนในชีวิตต่อมา คือ การลงทุนในตลาดหุ้น TSX ซึ่งในความคิดยังไม่เคยคิดว่า จะมีความสามารถลงทุนในตลาดหุ้นได้ ความคิดยังเป็นตัว B อยู่ (Business owner) ด้วยความบังเอิญ หรือ ความโชคดีก็แล้วแต่  มีเพื่อนคนไทยที่มีชะตาชีวิตเหมือน ผมแต่ จบบัญชีมา ด้วยชะชาชีวิตเดียวกันกับ อายุวัยเดียวกัน คือต้องบินมารักษาสิทธิพลเมืองที่แวนคูเวอร์ เมื่อปลายปี 2008 ผมได้บินไปท่ิองเที่ยว แวนคูเวอร์ ไปพักห้องเพื่อน สังเกตเห็นเพื่อนคนนี้ หาข้อมูล นั่งเล่นคอมทุกวัน ไม่ต้องทำอะไรเลย  ทำอะไรกัน  ก็ถามเขาว่า ทำอะไร เขาตอบว่า "เล่นหุ้น"
ตอนนั้น  ผมยังไม่มีความคิด ไม่รู้จักการลงทุนในตลาดหุ้นด้วยซ้ำ ว่าทำอย่างไร แต่ที่น่าแปลกใจ คือ รายได้เฉลี่ยที่เขาบอกคือ $4,000 ต่อเดือน โดยแค่นั่งหน้าคอมแค่นั้น เหรอ ทำความงุนงงให้กลับผมเป็นอย่างมาก และ ในความคิดผมตอนนั้นก็ไม่ได้ คิดว่า จะเล่นหุ้นได้เหมือนเพื่อน แต่ที่แปลกกว่านั้น เขาไม่ได้เล่นหุ้นที่แคนาดา อย่างเดียว แต่ เขาเล่นหุ้นเมืองไทยมานานแล้ว ขาดทุนเป็นล้าน แต่มาเล่นที่นี่ เขาได้กำไรคืนหมดแล้ว พร้อมกำไร ทำความแปลกใจแก่ผมมากมายที่เดียว

จากนั้น เป็นระยะ 6 เดือน ผมได้ อ่านหนังสือการลงทุน เรื่องหุ้น บัญชี การอ่านงบดุล หรือ แม้กระทั้ง ซื้อ CD สอนการเล่นหุ้น ที่ขายทางผ่านเน็ต, ดาวน์โหลดบิต เรื่อง การลงทุนหุ้น แล้วเริ่มได้เปิดพอร์ต เทรดหุ้น ผ่านธนาคารเป็นโบรคเกอร์ ชื่อ TDwaterhouse ผ่านอินเตอร์เน็ตโดยตรง โดยค่าธรรมเนียมจะเสียผ่านการเทรดแต่ละครั้ง เป็นแบบ Fixed rate รวมทั้งเข้าอบรมการเล่นหุ้นของธนาคาร (Seminar free) ที่จัดสอนเป็นระยะประกอบกับ ศึกษา หุ้นในตลาดแต่ละตัวด้วยตัวเอง โดยวิเคราะห์พื้นฐานแบบ Fundamental เท่านั้น สิ่งที่แตกต่างกันที่พบคือ หุ้นกองทุน (Income fund) ที่นี่จ่ายบันผลให้รายได้รายเดือน ตามภาพแนบ ก็คือ ตัว D ซึ่งเขาจะเรียกว่า Unit trust ไม่ได้ใช้คำว่า Common stock เหตุที่จ่ายให้ กองทุน Income fund ต้องการระดมทุนในการทำธุรกิจ ให้เติบโต พร้อมจ่ายบันผลให้ทุกเดือนเพื่อทำธุรกิจและเปลี่ยนแปลงไปเป็น บริษัท ต่อมานั่นเอง

วันที่ผมลงทุนครั้งแรก เดือน Jul2009 เป็นช่วงเศรษฐกิจตกต่ำอยู่ จึงซื้อหุ้นในราคาไม่แพง และ ได้ yield ปันผลตอนนั้น 20-24% ต่อปี โดยจ่ายให้รายเดือน ในใจก็คิดว่า ซื้อเอาบันผลแล้วกัน เมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้นก็ได้ตัวขายไปบางส่วน ถือว่า เป็นกำไรที่ได้แบบไม่ควาดฝันทีเดียว จากนั้น ผมได้ระดมเงิน คนที่ช่วยเหลือผมและมีบุญคุณให้โอนเงินมาซื้อหุ้นเก็บไว้ โดยใช้พอร์ตผม ก็ทำกำไรให้เขาและได้รับปันผลกันถ้วนหน้า  เงินบันผลที่ได้ จะเข้าเป็นรายได้ของผมโดยตรง ในการเสียภาษีที่แคนาดาประจำปี ก็เรียกว่า ได้กำไร ก็มีจัดสรรช่วยกันจ่ายภาษีเท่านั้น ก็พอใจ เพราะ คนเหล่า นี้ คือ คนใจดีที่ให้โอกาสผม มีเงินลงทุนจากที่ไม่มีอะไรเลย  รวมทั้ง น้องชาย ก็ฝากผมมาลงทุนกันที่นี่ โดยหน้าที่ ผมคือ "หัวหอก" ในการลงทุนข้ามประเทศนั้นเอง ในระยะ 3 ปี เพื่อ ทนหนาว เพื่อ คนข้างหลังผมเหล่านี้ โดยคติผม "ยิ่งให้ ยิ่งได้"   หลังจากนั้นก็ได้ศึกษา และลงทุนในตลาดหุ้นมา ปีกว่า  บันผลสามารถจ่ายค่าผ่อนบ้านเมืองได้สบายโดยไม่ต้องทำงาน ซื้อ ขาย สะสมกำไรแล้วลงทุนไปเรื่อย ๆ ขาดทุนกำไรบ้างก็ไม่เป็นไร คิดแบบนั้น แบบพอเพียง ด้วยหลักของทางสายกลางและความเข้าใจของธรรมมะ

สรุป ได้ว่า การลงทุนตัวดี ดีกว่า การลงทุนร้านอาหารไทยเสียอีก ใช้เงินทำงาน อยากซื้อ อยากเป็นเจ้าของธุรกิจไหนก็ได้   ทั้งตลาดหุ้น US, Canada, Hongkong แค่ตลาด TSX ไม่มีเงินพอที่จะเล่นแล้ว และโดยภาพรวมเศรษฐกิจของแคนาดา ยังดีกว่า ตลาดหุ้น US อยู่มาก
สิ่งต้องเสีย คือ การทนอยู่แคนาดา 3 ปี เพื่อให้เป็นแคนาดาซิติเซนต์ ทนความหนาวเย็น และ การอยู่คนเดียว ทำอาหารทานเอง ดูแลตัวเอง ยามเจ็บป่วย เพื่อแลกกับสิ่งเหล่านี้ให้คนข้างหลัง โดยความเห็นส่วนตัว ในอนาคตเมืองไทย จะเิกิดอะไรไม่รู้ แต่ผมมองเห็นและมีทางออก นั่นคือ การมองไกล หรือ Vision เพียงผมขอให้มี คอมพิวเตอร์ มีอินเตอร์เน็ต ก็ ซื้อ ขายผ่าน เน็ตได้ แค่ปลายนิ้ว ในเวลากลางคืน ของไทย หมายความว่า เงินผมสามารถลงทุนได้แบบ 7-11 นั่นเอง หรือ 24 hrs การเล่นหุ้นที่นี่ ไม่เหนื่อย ไม่ต้องตามข้อมูลมากเหมือนเมืองไทย โปรแกรมตั้งซื้อขายล่วงหน้าได้เป็นเดือน ดังนั้น ก็เข้ามาดูแค่ครั้งคราวเท่านั้น ก็พอ ซึ่งในมุมมองของผม คือ หุ้นแบบ VI และ DV ต่อเดือนด้วย ที่เป็นจุดเด่นดีกว่า เมืองไทยแน่นอน แต่ต้องทำการปรับพอร์ตให้ Dynamic สม่ำเสมอด้วย

อนาคตผมจะ กลับไทยไปใช้เงิน $ ที่เมืองไทย อยู่ด้วยเงินบันผลทุกเดือน มันเหมือนไม่เยอะสำหรับคนที่แคนาดา แต่เมื่อมันคูณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนมันเยอะสำหรับบ้านเรา ของทุกอย่างถูก ผมจะเหมือนฝรั่งที่เกษียรแล้ว ไปอยู่เมืองไทยนั้นเอง นั่น คือ มุมมองการลงทุนพ้นความอิสระผม เช่น ถ้าผมลงทุนไว้ 10 ล้าน บันผล 12% ต่อปี  ปีละ 1.2 ล้าน คือ เดือนละแสน โดยไม่ต้องทำงาน แต่ อย่างไรผมก็ทำงานอยู่แล้ว จะทำ ไม่ทำ ก็จะอยู่สถานะ Financial freedom หรือ นักลงทุน VI นั้นเอง หรือ อาจจะต้องเป็น Fund manager ใต้ดิน นั้นเอง สิ่งที่ผมได้มา ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ขอให้ศึกษา ค้นคว้า ในสิ่งที่ไม่รู้ เราก็จะทำได้  การตัดสินใจลงทุนแคนาดา ถือว่า ผมตัดสินใจถูกและเป็นมุมมองที่ไกลใช้ได้พอสมควร และ ต้องขอบคุณเพื่อนมากที่ชี้ทางสว่างให้ผมเปลี่ยนจากตัว ฺB(ฺีBusiness owner) สู่ ตัว I (Investor) ด้วย นโยบาย รวย ต้องรวยด้วยกัน ไม่ทิ้งกัน  อาจจะเป็นเพราะเป็นผลบุญกุศลของผมที่ไม่เคยคิดทำร้ายใคร การให้ที่ไม่ได้หวังผลตอบแทน นั้นเอง แต่สิ่งที่ผมจะทำต่อ ไป คือ การให้โอกาสคน และ หมั่นสร้างบุญกุศลต่อไปในชาตินี้

ก็จริงอย่างที่ว่า " ทำไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ หรือ ไม่ได้ทำ" นั่นเลย ^^*

PS. หนังสือแรงบันดาลใจ : Rich Dad,กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ

Monday, August 30, 2010

มาแคนาดา 2 ปี แล้ว ได้อะไร


by Nu Kittinu , May1, 2010

เป็นคำถามที่ต้องตอบ ที่จริงผมต้องมาแคนาดาตั้งแต่ปี 2005 แต่มาได้จริงในปี 2008 ติดด้วยต้องสร้างฐานบางอย่างก่อน ตามกฎของพลเมืองถาวรที่นี่ ต้องอยู่แคนาดา 2 ปี ใน ทุกๆ 5 ปีแบบไม่ต่อเนื่อง
นอก จากจะเป็นซิติเซนต์แล้วเท่านั้นซึ่งต้องอยู่ 3 ใน 4 ปีแบบไม่ต่อเนื่อง จึงจะยื่่นขอได้ ซึ่งผมก็เข้าช่วงอยู่อีก 12 เดือนเพื่อยื่นขอซิติเซนต์แล้ว


เป้าหมายแรก คือ การทำธุรกิจเพิ่ม ได้ลงทุนทำร้านอาหารไทย ถือหุ้นไว้ เพื่อใช้ทำงานเป็นฐานระหว่างเรียนต่อ สิ่งที่เรียนรู้ ก้ไม่มีอะไรยาก แต่ไม่ง่ายเมื่อมีการร่วมหุ้นในองค์กรเล็ก การทำงานร่วมกัน การบริหารระบบการเงิน ข้อคิด ถ้าจะลงทุนในกิจการใด ต้องมีความรู้ในสิ่งนั้นให้มาก ว่าขั้นตอนกระบวนการอย่างไร แล้วใช้หลักการบริหารในด้านต่างๆ เขา้มาจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ ก็สามารถทำได้จิง
การเป็นทำธุรกิจนั้น ถ้าในฐานะ business owner ต้องใช้เวลาการทำงานดูแลมากกว่า ข้อจำกัดคือเวลา แต่สามารถแก้ไขด้วยฐานะ Investor ในตลาดหุ้นเองด้วยร่วมกับความถนัดสายอาชีพเดิม ที่เรียกว่า ใช้เงินทำงาน 1 นาทีเหมือนกันแต่ค่าของเวลาไม่เท่ากัน แต่ต้องมีศึกษาข้อมูล อ่านและวิเคราะห์ระบบการเงินให้ดี เพราะมีความเสี่ยง แต่ของที่เสี่ยง ก็กำไรสูงเช่นกัน ต้องยอมรับการขาดทุนในจุดนี้ให้ได้


เป้าหมายที่สอง การเรียนต่อ ภาษาผมดีขึ้นในเรืองการฟังและการพูดที่เด่นชัดขึ้นมาก ไม่รู้สึกอึดอัดในการฟัง แม้ว่า จะไม่เหมือนพูดพวกที่เกิดที่นี่ แต่ก็น่าจะดีกว่า คนไทยส่วนที่อยู่เมืองไทย  โดยการเรียนต่อในสาขาเดิมนั้น เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการทำงานสายเดิม ให้เท่ามาตรฐานฝรั่ง ซึ่งบอกตรงๆว่า มีการกีดกัน ทางด้านภาษา คุณภาพการศึกษา ในมุมมองของฝรั่ง ระหว่าง ประเทศที่กำลังพัฒนา และ พัฒนาแล้ว ก็เหมือนที่เรา มองประเทศเพื่อนบ้านเรานั่นแหละ เขาก็มองเราเช่นนั้น แต่ความจริง คนประเทศกำลังพัฒนาเช่น อินเดีย จีน ยังเรียนเก่งกว่าฝรั่งเสียอีก ติดกันแค่ด่่านภาษาเท่านั้น หลังว่าคงเป็นประโยชน์ในการทำงานในอนาคตได้เป็นอย่างดีทีเดียว รวมทั้งเพิ่มความยอมรับในการใช้บริหารคน ในมุมมองของสังคม การเรียนรู้ อยากรู้อะไร ก็ค้นคว้าหาความรู้ในสิ่งนั้นเอง ไม่จำเป็นต้องมีคนสอนตลอดเวลา โดยเฉพาะถ้าได้ภาษา ข้อมูลจะกว้างอย่างมากมายทีเดียว

เป้าหมายที่สาม ซิติเซนต์  ทำไมต้องเป็น คนไทย ไม่พอเหรอ ตอบได้ว่า พอ แต่ที่นี่ มีอะไรที่บ้านเราไม่มี ยกตัวอย่างเช่น ระบบเศรษฐกิจที่แข็งแรงกว่าบ้านเรา โดยเฉพาะตลาดหุ้นขนาดใหญ่และการจ่ายบันผลให้เป็นรายเดือน นั้นดีกว่า , พาสปอร์ต สามารถเข้าประเทศที่พัฒนาแล้ว G7 ได้เป็นปี ไม่ต้องขอวิซ่า
การศึกษา ที่นี่เรียนฟรี เกรด 1-12 ต่อมาในระดับมหาลัยจ่ายเพียง 50% เมื่อเทียบกับ International student สามารถขอทุนรัฐบาลเรียนตรี โท เอกได้ครอบคลุมค่าเรียน ค่าอยู่ทั้งหมด แต่ หลังจบ 6 เดือนก็ทยอยจ่ายคืนด้วยดอกเบี้ยต่ำมาก และสามารถให้ค่าเล่าเรียนลดหย่อนภาษีได้อีก ถ้าผมมีครอบครัว ก็คงให้มาเรียนกันที่นี่แน่นอน


ผลพลอยได้
เพิ่งรู้ว่า ที่นี่ มีตลาดหุ้นรายเดือนซึ่งก่อนมาก็ไม่รู้ในจุดนี้ พลเมืองแคนาดา สามารถซื้อหุ้นของตลาด US,Canada,Hongkong  ผ่านอินเตอร์เน็ต ได้ด้วยตัวเอง ถ้าอยู่ไทยมีคอม มีเน็ต คุณก็ซื้อ ขายได้
ไม่ต้องอยู่ในแคนาดา เพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีระบบอินเตอร์เน็ต
มี ความรู้สึกว่า บ้านเรา ก็มีอะไรดี ดี แต่เมื่อเราอยู่ใกล้มักจะมองข้าม ได้ความอดทน และเข้าใจชีวิตมากขึ้น บางอย่างก็มีชอบ ไม่ชอบ มีได้ มีเสีย เป็นธรรมดา ที่สำคัญได้เห็นมุมมองที่กว้าง และหลากหลายขึ้น ทั้งความคิด หลักการรูปแบบตะวันตก ซึ่งก็ไม่ได้ดีทุกอย่าง แต่บางอย่างก็มีดี นำไปใช้ได้จิง


ข้อเสียที่พบเจอ
แคนาดานั้น มีอากาศที่หนาวเย็นมาก ซึ่งไม่เหมาะกับคนเอเชียเท่าไหร่ ยอมรับว่าหนาวถึงกระดูกจริงๆ
และ มีฤดูหนาวที่ยาวนานถึง 7-8 เดือน  ต่ำสุดนั้น ถึง -30'C ที่เดียว แต่หน้า spring และ summer นั้น สูงสุด 25'C ซึ่งอบอุ่นดี เมืองที่เหมาะสม สำหรับคนเอเชีย คือ แวนคูเวอร์ ซึ่งติดกระแสน้ำอุ่น
ความไกลบ้าน ถ้าคุณมาอยู่คนเดียว ก็จะรู้สึกเหงามาก สังคมนั้นน้อยกว่าเมืองไทยบ้านเรา ชั่วโมงในการอยู่บ้านนั้น มากที่เดียว โดยเฉพาะ หน้าหนาว ทำให้รู้สึกเบื่อได้ง่ายที่เดียว อินเตอร์เน็ตจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการออกโลกภายนอก เช่น มัลติพาย ไว้ดูภาพท่องเที่ยว, Facebook สังคมพบประ กวนเพื่อน ก็พอช่วยได้บรรเทาได้บ้าง , Youtube ได้ดูทีวี ละคร โชว์ พอแก้ขัดได้บ้าง,MSN ไว้คุยกับเพื่อน หรือใช้ทำงานที่เมืองไทย , อาหาร ข้างนอกไม่ค่อยอร่อย แพง แถมไม่ถูกปากแบบบ้านเรา


สุดท้าย ด้วยสภาวะเมืองไทยเป็นแบบนี้ ผมก็คงอยู่นี่อีก 12 เดือนเพื่อเก็บของขวัญชิ้นสุดท้าย ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร นี่คือ การลงทุนของอนาคต ก็ต้องมีทั้งดี และ ไม่ดีเป็นธรรมดา ไม่ใช่ว่า ไม่รักเมืองไทย หรือ บ้าเมืองนอก ผมนะอยากกลับบ้านมาก แต่ต้องทำเพื่อคนอื่นข้างหลังผมด้วย  ขอขอบคุณผู้มีอุปการะคุณทุกท่าน ที่ทำให้ผมอยู่ไกลบ้านได้ไม่เหงา ขอบคุณคับ.

7 เหตุผลที่มาแคนาดา มาทำไม ..


by Nu Kittinu August 21, 2009

เพื่อนๆ ผมหลายๆ คน และ คนที่รู้จัก มาทำไมที่แคนาดา เมืองไทยก็ไม่ได้ลำบากอะไร  ไปทำไม ไปทำไม ฟังจนติดหูทั้งสองข้าง มันคิดอะไรของมัน  โดยเฉพาะวันแม่ที่ผ่านมา แม่บอกว่า เมื่อไหร่ จะกลับบ้านเรา ดูเองตัวเองด้วย น้ำตาแทบจะเล็ด ก็จริง ตรูเป็นไร ใครจะช่วยตรู 

ข้อ 1  จะเอาซิติเซ่น ถือสอง สัญชาติ ให้คนรุ่นลูก หลานที่นี่ จะเรียนฟรี Grade 1- Grade 12 ระดับมหาลัยเสีย 50-60% ของ International student ค่าเรียนทั้งหมด เคลมระบบภาษีได้ กู้เรียนรัฐบาล จนถึงปริญญาเอก เอาไว้ให้รุ่นลูก หลาน มาเรียนเมืองนอก ก็ประหยัดไปได้คนละ หลายล้านบาท แต่น่าจะคุ้ม
ต้องยอมนับว่า ภาษาเป็นสิ่งจำเป็นจริงๆ ในโลกอนาคต

ข้อ 2  จะเอาพาสปอร์ต แคนาเดียน ถือว่า เป็น พาสปอร์ตที่ใหญ่กว่า พาสปอร์ตไทยเยอะ ต้องยอมรับ
สามารถเข้าประเทศทางเศรษฐกิจ G7 โดยไม่ต้องขอวีซ่า ใช้แค่พาสปอร์ต ก็เข้าไปได้เป็นปี
เช่น US,England,France,Germany,Japan,Italy เอาไว้ เที่ยว ทำงาน ต่างประเทศได้
พวกรุ่นลูก หลาน เอาตัวไม่รอด ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

ข้อ 3  จะเอาตลาดหุ้น กะ กองทุน ไว้เล่นที่เมืองไทย ตลาดที่นี่มากกว่า 10,000 จุด ค่อนข้างมีเสถียรภาพ กฏหมาย ที่นี่ เนี๊ยบกว่าพี่ไทยเยอะ ที่สำคัญ ทั้ง หุ้นและกองทุนรวมจ่ายปันผล ให้รายเดือน 10-18% ต่อปี แล้วแต่ละตัว ใช้ความรู้หาเอา  ดีกว่า ทำธุรกิจที่ไทยบางธุรกิจเสียอีก หรือ ซื้อหุ้นที่ตลาดหรือกองทุนเมืองไทย ขนาดฝากประจำ ได้ดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี เซ็งมากมาย
อันนี้ น่าสนใจที่สุด เพราะ กระจายความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี  ทำงานเมืองไทย ก็ได้เงิน $ ใช้ประจำเดือนด้วย  เผื่อให้พวกน้องๆ ด้วย ก็ดี เอาไว้ให้ลงทุนน้องๆ ลงทุนข้ามประเทศกัน เผื่อจะช่วยน้องๆ กัน ได้บ้าง ในฐานะหน้าที่พี่ชายคนโต

ข้อ 4  มาลงทุนร้านอาหารไทยที่แคนาดา กระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ ของธุรกิจเมืองไทย แต่ก็ถือว่าช้า เศรษฐกิจโลกดันชะลอตัวซะอีก เมืองไทยอะไรก็ไม่รู้ เซ็งเป็ด  แดง-เหลือง  ฟีเวอร์ เข้ากันไปได้ ยังไม่หยุดอีก ประเทศชาติจะพัง สายตาชาวโลก เมืองไทยนั้น แยุ่ คือความจริง คงไม่ต้องบอกว่าเรื่องไหนบ้าง แต่ผมก็ภูมิใจเป็นคนไทยนะ รักในหลวง

ข้อ 5  เพื่อเรียนต่อ พัฒนาความรู้ โดยเฉพาะ ภาษา อังกฤษ หลังจากเรียนจบ ทำงานในเครือปูนซีเมนต์ เพื่อเก็บอายุงานให้ครบ 8 ปี เพื่อเรียนต่อ Ex-MBA  ตามความฝันที่วางไว้ ก็ ได้เรียนรู้ระบบว่า  ระบบซีเนียริติ้ การเมือง แต่ติดว่า เรื่อง ภาษา มีจำเป็นในการขึ้นระดับบริหาร หรือ การตลาด  รอมานาน เพื่อนๆ เรียนจบโท เอก กันหมดแล้ว เพิ่งมาเรียนโท ก็ดีกว่า ไม่ได้เรียน

ข้อ 6  เพื่อทำงานต่างประเทศ ทีนี่ เน้น Skill ในการทำงานมากกว่า แต่ เมืองไทย จะโต ต้องบริหาร เรียน MBA กัน เกลื่อนโยนเหรียญบาทไปก็คงโดนหัว เงินเดือนวิดวะที่นี่ หลักแสนก็จริง ดูแล้ว เทียบกับความหนาวติดลบ และ การไกลจากครอบครัว เอาทำสักพักได้ประสบการณ์ก็พอ เงิน คงไม่ใช่ คำตอบ ซะทุกอย่าง อยู่เมืองไทย พอใช้ ไม่ต้องเยอะมากมาย ผมเลือก ความสุข มากกว่า

ข้อ 7  เพื่อเรียนประสบการณ์ใช้ชีวิตใหม่ๆ  อะไร ที่ไม่ได้ทำ ได้ทำ ต้องยอมรับว่า อยู่ลำบากกว่า เมืองไทยเยอะ รับผิดชอบตัวเอง คือ ว่า ต้องเอาชีวิตให้รอดกลับไป ทำกับข้าวยากๆไม่เป็น ก็ต้องทำ ภาษาพูด ฟัง อ่าน เขียน ต้องสื่อสาร ให้ได้ ให้ดี ว่างั้น  รู้แระ ว่า ทำไมเขา นิยม ชมชอบส่งลูกหลานมาเรียน ทั้งๆ ระบบความคิดก็ไม่ได้เก่งกว่า คนไทยที่จบเมืองไทยตรงไหน นอกจากภาษาเท่านั้น   ข้อนี้โดยส่วนตัว แล้วชอบท่องเที่ยวอยู่เป็นประจำปี นึกว่า มาเที่ยวแต่นานหน่อย

สุด ท้าย คิดว่า การลงทุน 3 ปี คงน่าจะคุ้ม กับชีวิตต่อไป คิดว่า คงจะอยู่เมืองไทยเป็นแน่ หรือ บางช่วงจะต้องกลับมาที่นี่อีกที ก็ตาม ทั้งหมดจะไม่เกิด ถ้าวันนั้น ใจถึง ตัดสินใจเลือกเอนท์หมอทุกอันดับตอนจบ ม.5 หรือ เอนท์ใหม่ตอนเรียนวิดวะ ปี 1 คงได้อยู่ใกล้ครอบครัว ไม่มีใครบอกนี่หว่า ว่าเรียนวิดวะ เป็นแบบนี้ เศรษฐกิจดันฟองสบู่ แตกอีก เรียนมาเป็นลูกจ้างราคาแพง แต่ตอนนี้ที่ไทย ไม่ค่อยแพง จบกันเกลื่อนมีคุณภาพบ้าง ไม่มีคุณภาพบ้าง สุดท้ายก็ทำกิจการ ด้วยสภาวะแวดล้อมเมืองไทยที่ไม่มีเสถียรภาพ หรือ ถ้าวันนั้น ไม่มีคนแนะนำให้สอบมาเป็นพลเมืองที่นี่ ตอนซ่อมมอเตอร์ ตอนตีหนึ่ง  สรุปเอา เป็นว่า เมืองไทยน่าอยู่กว่านะ เมืองนอกไม่ได้ดีกว่าตรงไืหน อย่างที่หลายคนอยากจะมากันเหลือเกิน เพราะเหรียญมีสองด้าน นะ เป็นคำตอบสุดท้าย  ทนอีก ปีครึ่ง สู้โว้ย เหงา แต่ ทน เดินแล้วไม่ถอย

เดี๋ยวก็ได้พักก็อยู่เมืองไทยแล้ว   ดีกว่า ถ้าอยู่เมืองไทย 3 ปี ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาเท่าไหร่ มั้งตอนนี้
จะ ได้กลับไปเรียน MBA ให้เหรียญบาทโดนหัว กะเขาบ้าง (ถ้าจะอยู่ไทย มีความจำเป็นจริง สำหรับลูกจ้างราคาแพง ค่านิยมพี่ไทยเรา )  ถ้าเกรดดี เทอมนี้ อาจจะมีเฮ ได้กลับมาเรียน ดร. ให้วงศ์ตระกูลบ้างและมาทนหนาวกันอีกครั้ง หรือจะเรียน ดร ที่เมืองไทย จะแปลกไหม จบโทนอก เอกไทย ค่อยว่ากัน

ตอนนี้ได้เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลแคนาดาจนจบ ป.โท แจ่ม เอาเงินมาซื้อหุ้นเก็บสบายเลย ^-^