North america

Global Trading Investment Knowledge in Stock Markets : USA (Dow Jones, Nasdaq), Canada (TSX), Thailand(SET)

Monday, June 13, 2011

ลงทุนหุ้นพลังงาน Green Energy ทางเลือกที่ดี ดี สำหรับอนาคตบนโลกของเรา


ธุรกิจ Green Energy บนโลกของเรา ที่แถวยุโรป หรือ อเมริกาเหนือ เขาเริ่มกันมานานแล้ว เมื่อปี 2008 ได้มีโอกาสไปเรียนต่อในระดับ ป.โท ด้านพลังงาน (Power and Energy) ซึ่งเป็นแนวโน้มสำหรับอนาคตของโลก แต่เมืองไทย เราเพิ่มเริ่ม ยังไปได้อีกไกล มีความน่าสนใจในการลงทุนมากทีเดียว ทำไม อะไร ยังไง เล่าให้ฟังกัน  (เหมือน 3G บ้านเขามีนานแล้ว แต่ บ้านเรายังไม่มี ..บอกเป็นนับว่า 3G เมื่อไหร่ หุ้นโตกันอีกเยอะ ไม่ได้เชียร์นะครับ แต่มองแนวโน้ม มันต้องเป็นแบบนั้น แค่รอเวลา)  ก็เหมือนกัน ที่เมืองพวกพลังงานทางเลือกใหม่ Renewable Energy เขาเริ่มกันมานานแล้ว เช่น พวกธุรกิจ Solar energy หรือ Wind energy  มาดูตามตารางกันเลยครับ ยิ่งเกิดปัญหา พลังงาน Nuclear ที่ญี่ปุ่น ผู้นำทางวิศกรรมของโลก ประเทศหนึ่ง ยิ่งทำให้ทั่วโลกสนับสนุน พลังงานทางเลือกใหม่กันอย่างมากที่เดียว เรียกว่า บูม Boom ! กันเลยทีเดียว

ยกตัวอย่าง ประเทศแถบยุโรป มีแผนเพิ่มพลังงานไฟฟ้า จาก Renewable energy ถึง 20% ในปี 2020
ประเทศแถบอเมริกาเหนือ (อเมริกา แคนาดา) ก็เช่นกัน มีแผนงานเพิ่มพลังงานไฟฟ้าในส่วน Renewable Energy กันถึง 20% ในปี 2020 กัน เพื่อผ่อนคลายปัญหา Green house effect จากการปล่อย Co2 ที่ยังมีแนวโน้มยังสูงอยู่ที่เดียว (อยู่แุถวนั้น เรียนที่นั่น เลยรู้มา)  โลกเรามันเลย ร้อน ร้อน อากาศ เริ่มผิดปกติ  Season change ว่างั้นนะครับ

ตารางประเทศผู้ผลิตพลังไฟฟ้า 10 อันดับแรกของโลก  นำทัพโดยประเทศ จีน ยุโรป อเมริกา แคนาดา ลองดูในตารางดูครับ ว่าแนวโน้มโลกเราจะไปทางไหนกัน


ศักยภาพ ภาพรวมของพลังงานทางเลือกใหม่ (Renewable Energy) ในภาพรวมให้ชมกันได้ตามภาพด้านล่าง


ส่วน เมืองไทย เรากำลังเริ่มครับ ในส่วนแผนงานของการไฟฟ้า ที่รับซื้อพลังงานไฟฟ้าจากเอกชน (ซึ่งอาจจะเป็นพลังงาน แสงอาทิตย์ หรือ พลังงานลม เขามีแผนทำ หรือ กำลังทำกันแล้ว ลองจับตาหุ้นไทย ก็จะมีคนเริ่มทำกัน  GLOW,EGCO, DEMCO, BCP, IFEC , ITD, GUNKUL, SPCG (ลองเฝ้าดูกันตามข่าวเองนะครับ ไม่ได้ใบ้หุ้นนะครับ เราจะตามเขาเสมอ )  มันเติบโตแน่นอน ลงทุน  วัตถุดิบ ฟรี (แสงอาทิตย์ , ลม) อย่างไรก็กำไรกันใน ระยะยาว  สร้างเสร็จจ่ายไฟ รอวันคืนทุนกันเพียง เท่านั้น ( Return on Investment)
  ผมไม่ขอรอเมืองไทย (ถ้ามีก็ตามเหมือนกัน) ไปลงทุนที่เขาทำกันมาก่อนหน้านี้ หลายปีแล้ว ใันใกล้ช่วงคืนทุน หรือ มีกำไรนั่นเอง จะมารอพี่ไทย ทำไมกัน ยังไม่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบกัน มีแต่ข่าวปั่นหุ้น (ยังไม่ได้สร้างเลย แค่ปล่อยข่าว ก็ทำกำไรแล้ว อิ อิ )   เอาแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของเมืองไทย มาฝากกัน ตามตารางข้างล่างครับ




 การลงทุนในด้านพลังงาน Renewable energy มีแนวโน้มขึ้นทุกปีครับ พลังงานพวกนี้ ต้นทุนมาจากธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ถ้าคุณเป็นผู้บริหาร จะลงทุนมั้ย นี่คืิอ คำถาม  คำตอบคือ  ทำแน่นอน ประเทศพัฒนาแล้ว ผู้นำเขาเห็นกันประโยชน์ เขามี Vision ที่ดีกว่า เร็วกว่า  ตามตารางเท่าที่หาข้อมูลได้นะครับ มันมีการลงทุนเพิ่มกันในแต่ละปี น่าสนใจ


มาดูการคาดการอนาคตในอีก 20 ปี กันดูว่า แนวโน้มของโลกเราจะไปทางไหน แนวโน้มของพลังงานทางเลือกใหม่จะมีถึง 400% กว่าเชียวนะครับ



มาดูกราฟจะเห็นแนวโน้มกัน ให้ชัด ชัดมากขึ้นครับ (สวย เข้าใจกันง่าย ๆ)

มาดูกันว่า วัตถุดิบ ส่วนไหน จะมีการใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น หรือ ลดลง ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นกันครับ


การคาดการณฺ์ความต้องการทั่วโลกด้านการผลิตไฟฟ้าแยกตามวัตถุดิบ พร้อม แนวโน้มพลังงานใหม่ (Renewable Energy) ใน ปี 2035


จากข้อมูลจะเห็นว่า ความต้องการใช้พลังงานสูงขึ้น และ ปริมาณการเพิ่มขึ้นของพลังงานทางเลือกใหม่ (Renewable energy) เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน เมื่อ ความต้องการเพิ่มขึ้น และ แน่นอน หุ้นพลังงาน สีเขียว เขียน Green Energy ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมของโลก  จะมีแนวโน้วในทางเดียวกัน

ถามว่า แนวโน้ม เป็นแบบนี้ เราจะไม่ตามแนวโน้มหรือ ไหลตามกันไป สำหรับ ผู้มีพอร์ตต่างประเทศ สามารถซื้อหุ้น บริษัทด้านพลังงานใหม่ หรือ กองทุนกัน (ETFs) ได้  ในตลาดหุ้นอเมริกาเหนือ เขาเริ่มกันมานานแล้ว เป็นกระจายการลงทุนอีกทางเลือก ที่บ้านเรายังไม่เริ่ม ... มันช้า เดี๋ยวแก่กันพอดี  ยกตัวอย่างเช่น

- Claymore Global Solar Energy ETF (TAN)
- First trust ISE Global Wind Energy Index Fund (GRN)
- Van Eck Vectors Global Alternative Energy ETFs (GEX)

 มีอีกเยอะมาก รวมทั้งบริษัทที่ทำด้านพลังงานทางเลือกใหม่ หากันได้เพียบ แต่ บ้านเราไม่ค่อยจะมี มองออกนอกประเทศกัีน (ลองออกไปล่า $ กันบ้าง คนไทยเราไม่ได้แพ้ฝรั่งเลย) ไปลงทุนตามแนวโน้มทางพื้นฐาน ดี ดี ที่บ้านเราไม่มี หาจังหวะเข้าลงทุนโดยใช้เทคนิค แบบ Trend following หรือ Trailing Stop system ก็สามารถลงทุนระยะ กลาง ยาวและทำกำไรพอเพียงได้อย่างดี  ไว้จะมาเล่าให้ฟัง ส่วน แนวทางการลงทุน ตาม Trend Following ในแบบฉบับหุ้นนอกพร้อมรับบันผลรายเดือน ได้อย่างไร ทานคำโต ๆ ซื้อ ขาย ไม่บ่อย เพราะ ค่าคอมพอร์ตต่างประเทศของไทย มันแพงงง ไว้ติดตามกัน
 

Tuesday, May 31, 2011

กลยุทธ์เล่นหุ้นแบบหยอดกระปุกหมู..สบาย สบาย


กลยุทธ์เล่นหุ้นแบบหยอดกระปุกหมู เป็นอย่างไร มาเล่า แนว ...แนว ให้ฟังกัน ^-^

เคยได้ยินประโยคนี้ ไหมครับ "มีสลึงพึง บรรจบให้ครบบาท" มีหุ้นไม่ถึงบาท พึงรอให้ครบบาท มีหุ้น 3 บาท ก็รอให้ครบ 10 บาท อันหลังนี้ แต่งเองครับ อ้าว ฟังแล้ว มันเกี่ยวกับการเล่นหุ้นด้วยเหรอ มันเกี่ยวอย่างไร  ขายหมู กระปุกหมู  ก็ประมาณนั้น  สำหรับผู้เริ่มต้น ที่ไม่มีเงินเป็นถัง อยู่แล้ว ต้องคงเริ่มทำแบบนี้ ก็น่าจะดี มันเป็นแนวของผมที่ใช้กับการลงทุนทั้งต่างประเทศและในประเทศ ที่เริ่มจาก 0 ที่ใช้ได้ จริง จริง  เคยมีเพื่อนใน Facebook ถามว่า ถ้าไม่มีเงินลงทุนเยอะ จะเล่นหุ้นให้มีกำไรเยอะ เยอะ ให้เงินงอกเงยได้ไหม คำตอบ คือ ได้   วันนี้ มีคำตอบให้

การจัดการเงิน (Money management) เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเรียนรู้ วางเงินตรงไหน แล้วโต วางเงินจำนวนเท่าไหร่แล้ว มันงอกเงย  สิ่งพวกนี้ นอกจากความรู้ในการลงทุน จำเป็นมาก ใน Blog นี้ การลงทุนจะเป็นแบบ วิเคราะห์พิ้นฐานเป็นเกราะ วิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นอาวุธ ไม่ว่า หุ้นไทย หุ้นนอก เหมือนกัน ไม่มีอะไรแตกต่าง  ลองหาอ่านดูย้อนหลังได้ครับใน Blog นี้แหละครับ

เข้าเรื่องดีกว่า  ว่า ลงทุนแบบหยดกระปุกหมูทำอย่างไร  การเริ่มต้นในการลงทุน สิ่งแรกที่ควรทำ คือ การเก็บออมเงิน  จะเก็บจากการเป็นลูกจ้าง หรือ การเก็บออมความรู้ ด้วยการศึกษาหาความรู้ ในสิ่งที่อยากรู้ จากสิ่งที่ไม่มี  ยิ่งไม่รู้ ยิ่งต้องอ่าน อ่านให้รู้ จึงค่อยลงทุน ถ้าไม่ได้มีเงินถังติดตัวมา มีก้าวแรก ก็ต้องมีก้าวที่สอง .....  สุดท้ายก็ไปถึงเป้าหมาย แบบคนสมัยก่อน ที่ทุกวันนี้ ก็ ร่ำรวยกันเกือบหมดแล้ว  ถ้าเราไม่รู้จักการอดออม หยดกระปุก ก็ไม่มีอะไรไปลงทุน ให้งอกเงย จะรอเป็นลูกจ้าง เอาเงินฝากในธนาคาร รอกทานดอกเบี้ย คงไม่เหมาะแล้ว สำหรับ ยุค 2000 นี้  มันช้า เวลา มีจำกัด ไม่ลงทุน ไม่เก็บออม เมื่อไหร่ จะมี สิ่งที่จำเป็น ที่ต้องมี คือ เงินลงทุน และ ความรู้ ที่หยอดกระปุกหมู พร้อมที่จะลงทุน เพื่อชีวิตที่ดีชึ้น และ ความมั่งคั่งในอนาคต หรือ ไปหาคนสอน คนแนะนำ ก็จะลดระยะทางเดินได้ เร็ว กว่า ที่จะลอง ผิด ถูก ด้วยตัวเอง บอกเลย ว่า เสียเยอะ กว่าจะเก่ง

ก็อยากที่เคยได้ยิน  การลงทุนมีความเสี่ยง  (ไม่เสี่ยงแล้วจะมีเหรอ ขำ ขำ อีก)  แต่ เราลดความเสี่ยงได้ ในการลงทุน    ทำอย่างไร วันนี้ มีแนวคิดให้ ผมคิดเอง ไม่ได้ลอกการบ้านใคร  ในการลงทุนตลาดหุ้นไทยหรือ ต่างประเทศก็ตามแต่ เรามีวิธีบริหารเงินทุนที่เราหยอดกระปุกหมูไว้ให้มันงอกเงิน  การลงทุนจะแบ่งเป็นหุ้นบันผลในประเทศและต่างประเทศ ผมได้เคยเขียนไว้ในแนวทางการจัดพอร์ตของผมใน Blog ตาม Link นี้ได้ http://nastocks.blogspot.com/2011/02/blog-post.html


ในเรื่องของการซื้อหุ้นลงทุนเอาบันผล ระยะยาว คงจะไม่พูด แบ่งพอร์ตมาเล่นแบบระยะสั้น กลางบ้าง ต้องเล่นหุ้นพื้นฐาน บวก แบบเทคนิคด้วย แต่การลดความลดเสี่ยง ค่อยๆ เล่น แบบหยอดกระปุ๊กหมู วันละร้อยบาท หรือ หลักพันบาท ทุนเยอะ ก็หลักหมื่นได้  ก็ทำได้ โดยคำนึำง ถึง กำไรสะสมเป็นหลัก  ค่อยๆ ทำกำไรไป รวมไปเรื่อยๆ จากกระปุกหมู ตัวเล็กๆ ให่เต็ม เปลี่ยน กระปุกหมู ให้ใหญ่ขึ้น จนเป็น ตุ่ม เป็น โอ่ง ไงละครับ ใครจะว่า เราขายหมู ก็ว่าไป มีกำไร ดีกว่า ขาดทุนเสมอ แต่ ที่สำคัญ เรามีกำไรทุกวัน เอามาสะสมแบบหยอดกระปุก เดี๋ยวมันก็เยอะ เล่นได้ทุกวัน เข้าตัวนู้น ออกตัวนี้พอเยอะ เราก็เปลี่ยนขนาด ของการลงทุนในแต่ละครั้งได้ขนาดใหญ่ขึ้น แต่ ก่อนเทรดครั้งละพัน ต่อมาเป็นหลักหมื่น ต่อมาเป็นหลักแสน ขึ้นกับชั่วโมงบิน ความชำนาญ และ ความรู้ทางเทคนิคที่มี ไม่ว่าจะเป็น EMAs,MACD,RSI,BB,Volume,MACD Histogram , Fibonacci หรือ Elliott wave  ก็แล้วแต่ตัวช่วย กำไรสะสมก็จะมากตาม  ยังไม่เข้าใจ หาที่เรียนซะนะครับ อย่าให้การขาดทุนเป็นประสบการณ์

ที่สำคัญ ที่สุด คือ การ Cut loss ทุกครั้งที่ จะส่งคำสั่งซื้อ ต้องมีเป้าหมายในใจว่า กำไรพอใจเท่าไหร่ หรือ จะยอมรับการ Cut loss ได้กี่ %  ซึ่งแตกต่างขนาดของเงินลงทุน   สมมุติ ว่า เราสะสมกำไรสะสมเยอะแล้ว เป็นตุ่ม  จะทำให้เราตัดขาดทุนได้ ง่าย สบาย สบาย เหมือน น้ำที่หายไปจากตุ่มเพียงเล็กน้อย เข้าผิดตัว ผิดจังหวะ ต้องทำใจนะครับ ต้องรู้จักถอย มันเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงในตลาดหุ้น จะลงทุนได้ดี ต้องรู้จักพอเพียง ไม่ยึดติด  หุ้นมีหลายตัว หาตัวอื่นเล่นจังหวะขาขึ้น หรือ กลับตัวได้ทุกวัน  ยกตัวอย่างเช่น หาโดยวิธี Most active ตามเคยเขียนไว้ http://nastocks.blogspot.com/2011/02/set-most-active.html

ลองทำบันทึก กำไร ขาดทุน กำไรสะสม ในแต่ละเดือน ดูครับ (ของจริงเลย จากการเล่นหุ้นนอก) จะเห็นภาพ ว่า เงินลงทุน โต ขึ้น จริงๆ แต่ ต้องมีวินัยในการลงทุน (Cut loss) ถึงแม้จะ Loss แต่ภาพรวม เงินลงทุนเราโต เห็นมั้ยครับ จะยากช่วง แรก แรก ที่สะสมกำไร ก็เท่านั้น


สำหรับการจัดการเงิน (Money management) มีวิดีโอจาก แม่งเม่าคลับมาให้ชม (ขออนุญาติแชร์ เพราะแปลสับไทย) อาจจะเป็นตัวอย่างที่ ดี  ดีให้ชมได้ดังนี้


    เมื่อไหร่ ที่เราหยอดกระปุกหมู ให้เป็นตุ่มเป็นโอ่งแล้ว เมื่อเราตัดขาดทุน Cut loss มันนิดหน่อย เอง มันทำให้เราสบายใจขึ้น คราวหน้ายังมีแก้ตัว ขอให้มีทุนเหลือ ไม่ใช่ติดหุ้น หรือ ติดดอย ซึ่งหมายความว่า การลงทุนแบบหยอดกระปุกหมู ต้องใช้เวลา อย่าใจร้อน ถ้ามีทุนเยอะ ก็แล้วไปครับ ตุ่มอาจจะกลายเป็น บ่อ ได้อย่างรวดเร็ว เล่นแบบมีระเบียบ วินัยด้วยการ Cut loss มีกำไรให้ขาย จะได้มีทุนเพิ่ม ขนาดจะเพิ่มขึ้น กำไรสะสม เพิ่ม ทำไปเรื่อย ๆ ยังไงก็มีกำไร เล่นหุ้นขาขึ้น ซื้อหุ้นกลับตัว แน่นอน ก็มันกำไรแน่นอน ...ค่อยเป็น ค่อยไป สำหรับเริ่มผู้ลงทุนนะครับ ถ้าเป็นเซียนแล้ว ลงทุนต้องไร้อารมณ์ ไม้ใหญ่ๆ ก็แทบไม่รู้สึกอะไร มองเห็น ตัวแดง จะเป็น สีเขียว แทน ขำ ขำ ถ้า กำไรสะสม เราเยอะ จริงมั้ยละครับ


Wednesday, April 27, 2011

กลับถึงเมืองไทย เปลี่ยนไปเยอะมาก แต่ ชีวิตเทรดเดอร์ ไม่เปลี่ยน


    กลับถึงเมืองไทย เปลี่ยนไปเยอะมาก แต่ ชีวิตเทรดเดอร์ ไม่เปลี่ยน เป็นอย่างไร เกิดอะไรกับ ชีวิตผมบ้างกับชีวิตเทรดเดอร์ จากต่างแดนกลับเมืองไทย  ถึงเมืองไทยวันที่ 22 เมษายน 2554 (ยุ่งนิดหน่อยกับการเริ่มงานลูกจ้างใหม่ ต้นเดือน พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่อยากเป็นลูกจ้าง เพราะ อยากทำในสิ่งร่ำเรียนมาจากต่างประเทศ สามารถช่วยชาติได้ ยังไม่อยากเป็นเทรดเดอร์ นั่งอยู่บ้านเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีโอกาสตอบแทนคุณประเทศชาติได้บ้าง ขอทำหน่อยเถอะ)


    สิ่งที่จำเป็นในการใช้ชีวิตเทรดเดอร์ คือ ระบบอินเตอร์เน็ตที่ดี เร็ว ทันใจ ทันข้อมูล ด้วย แต่ ....มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเทรดเดอร์ ในเมืองไทยแบบผม  ก่อนกลับเมืองไทย ผมสั่งการให้ น้องชาย ขอใช้บริการ 3BB High Speed Internet ที่บ้าน เพื่อใช้ในการเทรดหุ้นในยา่มค่ำคืน (ตลาดโซนอเมริกาเหนือ เปิดเวลา สองทุ่มครึ่ง ถึง ตีสาม) โดยปล่อย Wifi ทั่วทั้งบ้าน อยากจะเทรด ซอกไหน มุมไหน ดูทีวี ชั้นล่าง ชั้นบน ตามสะดวกได้เลยครับ (เตรียมการมาก่อนกลับมาถึงเมืองไทยด้วยซ้ำ)  แต่ ที่เจ็บใจ คือ ระบบเครืือข่ายที่ ช้าาาา ไม่ทันใจ เอาเสียเลยของระบบมือถือ (มัวแต่เล่นการเมืองกัน ประเทศข้างเคียง เขาไปไหน กันแล้วก็ไม่รู้  ถ้าเร็วกว่านี้ อะไรหลายอย่าง ที่เมืองไทยจะเจริญก้าวหน้ามากขึ้น รับส่งข้อมูล เร็ว คนจะใช้อิสระกันมากขึ้น ด้วยความสะดวก ค้าขาย กันได้รวดเร็ว ตลอดทุกที่ ทุกเวลา)
   โดยมีผลโดยตรงกับ ชีวิตเทรดเดอร์ แบบผมนะสิ....... ทำไมนะเหรอ มันช้า มันใช้ข้อมูลตัดสินใจ ไม่ทันเวลาให้ซื้อ ขายนั่นเอง  กว่าจะโหลดได้ข้อมูล ถึงแม้เมื่อ กลับถึงไทย รีบไปถอย น้องไอโฟน ใหม่ ภายใน 1 วัน เพื่อเทรดหุ้น โดยเฉพาะ จะได้เทรด สะดวก ทุกที่ ทุกเวลา (จะบอกว่า ซื้อมาไม่ได้ เอามาเล่นเกมส์ เกมส์ผมไม่เคยลงแอพเกมส์ ในมือถือเลย เอามาเล่นหุ้น อ่านข่าว หาข้อมูล ดูอีเมลล์วิเคราะห์โบรคบ้าง ไม่ได้บร้า เห่อ กับเขา ซื้อมามีประโยชน์ ทำเงินได้ มากกว่า เท่ห์ แต่ เล่น Facebook แก้เหงานิดหน่อย อิ อิ)  อยู่ที่แคนาดา ใช้ 3G มาก่อนครับ(ตอนนี้ น่าจะยุค 4G ได้)  เร็ว แรงส์ ไว ข้อมูลมาทันใจ กดปุ๊บ มาปั๊บ ซื้อ ขายได้ทันท่วงที  .....มันเลย หงุดหงิด ช่วงแรก ช่วงนี้ทำใจได้แล้วครับ
       นี่แหละ เขาเรียกว่า "ฟรีดอมเทรดเดอร์ของจริง"  เทรดที่ไหน ก็ได้ ที่มีสัญญานเครือข่ายที่ดี  ในป่า ชายทะเล ขับรถ ทานอาหาร นี่เขาถึงว่า เรียก อิสระ จริง จริง ครับ แต่ กลับมาเมืองไทยแล้ว ไม่ใช่อย่างที่คิด จะโหลดข้อมูล ช้าาาา อืด มากมาย ต้องรีบกลับบ้าน มาเทรดด้วย เครือข่าย 3BB ที่บ้าน  แบบว่า รีบทำงานประจำเสร็จ รีบกลับมาเทรดหุ้น ว่างั้นนะ ....ถึงเคยสอบถามเพื่อนนักลงทุนใน Facebook ว่าเครือข่ายไหนดี  คำตอบ คือ ทุกค่ายเหมือนๆ กัน สรุปว่า จะเป็น ฟรีดอมเทรดเดอร์ แบบหนังสือที่เขาเขียนกัน มันยังทำไม่ได้ ระบบรองรับมันไม่เอื้ออำนวยเพียงพอ ยังขายฝันอยู่ นักลงทุนแบบเรา คงต้องอดใจอีกหน่อย คิดว่า คงได้ใช้กัน อีกไม่นานนี้ (นานจนเพื่อนบ้านเขามีคนหมดแล้ว) อันนี้ พูดถึง การลงทุนหุ้นไทยและหุ้นนอกด้วยนะครับ ที่ใช้ทั้งโปรแกรม Streaming Pro หรือ โปรแกรมเทรดหุ้นบน Iphone ที่ทำเองของบางโบรคเกอร์   ระบบสัญญานเครือข่ายที่ดี จึงสำคัญต่อการใช้ชีวิตเทรดเดอร์ ถ้ายังไม่ดี มันไม่ฟรีดอม มานยังเป็นชีวิตที่ติดสาย....กันอยู่นะ
    สิ่งที่รีบทำอีกอย่างหลังจากการเมืองไทย คือ การเพิ่มความรู้ ก็ได้ไปซื้อหนังสือมา 2 เล่มที่อยากอ่านมาตั้งแต่อยู่เมืองนอก คือ ฟรีดอมเทรดเดอร์ , 7 เทคนิคฟันกำไร , รวยหุ้นหมื่นล้าน เล่ม 1 และ 2  (ไม่ได้โฆษณาแฝงนะครับ แต่ บอกตรง ตรง เลย ว่าอยากอ่านมาก มาตั้งแต่อยู่เมืองนอกแล้ว แต่มันไม่มีขาย ) ส่วน 2 เล่มหลัง น้องชายซื้อมาอ่าน เลย โชดดีไป  เสียเงินครับ แต่เสียแบบได้ความรู้ ประสบการณ์คนอื่นมาเพิ่มกับตัวเอง ถือว่าเป็นการลงทุนแบบหนึ่งครับ ลงทุนด้วยความรู้ ปิดความไม่รู้ไงครับ  จะบอกเนื้อหาในหนังสือได้ตามนี้ว่า ดีอย่างไร ตามไปอุดหนุนกันต่อเองนะครับ
     ฟรีดอมเทรดเดอร์  กล่าวถึงการเทรด Commodities ต่างๆ แบบ Future ในตลาดต่างประเทศ เช่น ทองคำ น้ำตาล น้ำมัน ข้าวสาลี แบบเป็นสัญญา มีวันหมดอายุ ในลักษณะ การทำกำไรจากการซื้อและการขาย ไม่ได้เป็นรูปแบบหุ้น ที่ต่างจากของแบบผม คือ หุ้น (Common stock) หรือ หุ้นกองทุน (ETF) ซึ่งไม่มีวันหมดอายุ คือ การได้เป็นเจ้าของหุ้น ส่วนหนึ่งในธุรกิจที่อยู่ต่างประเทศ ได้รับเงินปันผล มันมีความภูมิใจอยู่เล็ก ๆ นั่นเอง ว่า เราเป็น "ส่วนหนึ่งของเจ้าของธุรกิจในต่างประเทศ"  มันต่างกันเล็กน้อย  อินเตอร์ต่างมุมกัน แต่ก็ได้ความรู้ใหม่ๆ ดีครับ ว่า มีกลุ่มคนเทรดอินเตอร์เหมือนกัน รายละเอียดอื่นมีมุมมองที่ดี ไม่น้อยทีเดียว
     7 เทคนิคฟันกำไร หุ้นเดย์เทรด  กล่างถึง เทคนิคการทำกำไร ได้ทางเทคนิค ของ Prop. trader ของเมืองไทย ที่ผมอยากรู้ ว่า คนเทรดลักษณะนี้ เขาเทรดกันอย่างไร มีมุมมองความคิดอย่างไร เพราะ ผมก็ลงทุนในหุ้นเมืองไทยเหมือนกัน ถ้าเราอ่านใจ Prop trader ได้ดี เราก็เอาตัวรอดในตลาดหุ้นได้อย่างดี "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะ ร้อยครั้ง" ส่วน เทคนิค ที่ใช้ในการเทรด เป็นทางเทคนิค โดยทั่วไป ไม่ลึก ของลึกกว่านี้ มีอีกนะ ในมุมมองผมที่เขาเขียน ยังไม่หมด แต่ มั่นใจว่า ผู้เขียนเก่งมากทีเดียว แต่ยังถ่ายทอดออกมาเนื้อ ๆ ยังไม่หมดนั่นเอง (ความคิดมุมมองส่วนตัวผมนะ แต่ในภาพรวมคนที่ไม่เคยรู้สำหรับการลงทุน ควรจะรู้ ควรจะอ่าน แต่ ถ้าคิดจะลงทุน ต้องอ่านให้ลึกมากกว่านี้)
     รวยหุ้นหมื่นล้าน เล่ม 1 และ 2  ที่อยากอ่าน มาก เพราะ อยากรู้ความคิด มุมมองของคุณแพท ว่า มีมุมมองความคิดอย่างไร ในสิ่งที่ผมยังไม่รู้ ไม่เห็น เอามาปิดช่อง รู โหว่ หรือ ปิด GAP ที่ผมไม่รู้นั่น เอง ว่า มุมมองต่างๆ เป็นอย่างไร และ จะเอามาปรับปรุงแนวคิดได้หรือไม่อย่างไรมากกว่า ให้มีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตมากขึ้น  (ไม่ได้ หน้าม้า เชียร์หนังสือนะครับ แต่เป็นความคิดของผมว่า ทำไมผมอยากอ่าน อยากซื้อหนังสือ 2 เล่มนี้ แต่พูดได้ว่า ความคิดของผู้เขียน ไม่ธรรมดา เก่งกว่าคนทั่วไปทีเดียวนะเลย เกินความคุ้มค่ากับตางค์ที่ลงทุนซื้อแน่)

      ส่วนอย่างอื่นที่เปลี่ยนไปนอกจาก ชีวิตเทรดเดอร์ คือ การได้ใช้ชีวิตบนรถติดในเมืองกรุง (ใช้เวลาอยู่ในรถนานมาก รวมทั้ง การมารยาทขับรถของคนไทยที่ไร้ระเบียบวินัย น้ำใจบนท้องถนนน้อยลงไปมาก ) , ราคาอาหารที่แพงขึ้น จาก 3 ปีก่อนที่รู้สึกได้หลา่ย %, ความไม่สามัคคีของคนไทยยังมีอยู่  ถ้าเราแก้ปัญหาในรูปแบบนี้ได้ มีการปลูกฝังระเบียบวินัย ให้การศึกษาที่ถูกต้อง เหมาะสม เพียงพอ การกระจายรายได้ ที่ดี มีกฏระเบียบที่แข็ง คงช่วยให้บ้านเมืองเราเจริญ ก้าวหน้าได้อย่างดีคงจะทีเดียวนะ
สรุป ชีวิตเทรดเดอร์ ก็ไม่ได้เปลี่ยน  แต่ ต้องเปลี่ยนชีวิตให้เหมาะกับเมืองไทยนั่นเอง กลางวัน กลับเป็น กลางคืน กลางคืน กลับ เป็นกลางวัน โดยเฉพาะ ยังต้องศึกษาหาความรู้ ปิดจุดอ่อนของตัวเอง พัฒนาการเทรดอย่างสม่ำ เสมอ ตลอดเวลา ไม่ว่า จะเทรดสนามตลาดไหนก็ตามแต่

Sunday, April 10, 2011

3 ปี แคนาดา สิ่งดี ดี ที่เรียกว่า การให้


  3 ปี แคนาดา สิ่งดี ดี ที่เรียกว่า การให้   สำหรับวันนี้ วันที่ 10 เมษายน 2554 เป็นวันที่ผมอยู่แคนาดา ครบ 3 ปี  ดีใจมาก อึด ทนมากครับ ทั้งหนาวติดลบ ทั้งเหงา อยู่ลำพัง บางคนไม่อาจรู้ได้ อาจจะรู้ว่า มาเมืองนอกแล้วเท่ห์ โก้ มันไม่ใช่อย่างที่คิด มันมีอะไรที่ทรมาน ต้องใช้คำนี้เพราะ มันหนาวทรมาน จริง จริง  วันนี้ได้นำเสนอ Blog ให้คนที่แคนาดาเป็นทางการ ว่า 3 ปี ว่ามาอยู่แคนาดาได้่ทำอะไรไว้ สิ่งที่ได้ตั้งใจคือ ขอถ่ายทอดประสบการณ์ตรง การลงทุนด้วยชีวิต ให้กับผู้ที่ยังไม่รู้ว่า แคนาดามีดีอะไร หรือ จะเริ่มลงทุนต่างประเทศในอเมริกาเหนือได้อย่างไร สำหรับนักลงทุนไทย สิ่งที่ผมทำได้ คือ การให้ความรู้ เพียงเท่านั้น ชี้ทางให้ ที่เหลือคงต้องพึ่งตัวเองกันต่อไปด้วย

  วันนี้ได้อ่านบทความหนึ่งที่โดนใจ มากทีเดียว ในเว๊ป Stock2morrow และเป็นสิ่งที่ผมอยากทำมาก และจะทำแน่นอน ตาม Blog ของน้อง Wizard Kid ครับ มีใจความน่าคิด ที่คัดลอกมาให้อ่านกัน  คนไทยเรายังลำบากกันอีกเยอะมากทีเดียว บางคนที่รวย คุณไม่รู้ เกิดมาก็มีครบแล้ว (คุณอาจจะคิดว่า ก็ช่วยไม่ได้นี่ ขำ ขำ ) แต่ผมรู้เพราะผมเก็เคยไม่มีมาก่อน เคยเห็นเด็กที่ลำบากในชนบท เคยไปบริจาคของให้เด็กๆ ตาม โรงเรียนชายแดน มีชื่อ โครงการเท่ห์ ๆ ว่า โครงการต้นฝัน ตอนอยู่เมืองไทยทุกปี  เมื่อพอมีแล้ว มีกำลังทรัพย์ มีความรู้ต้องถ่ายทอดเพื่อช่วยคนบ้าง (คนไทยหลายคน มักปิดความคิด มองไปในแง่ลบเสมอ ใจแคบ หรือ ใจไม่กว้าง ไม่อยากให้ใครดีกว่า ตัวเอง นั่นเอง คิดว่า คนที่ถ่ายทอด โอ้อวด ถ้ามองจริงๆ ในด้านบวก แล้ว เขาถ่ายทอดความรู้ เพื่อช่วยคนอื่นมากกว่านะ ที่คุณคิดเพราะ คุณยังเป็นคนเห็นแก่ตัวอยู่นะครับ ขำ ขำ ) ดังเช่น ตัวอย่างของน้องคนนี้ น่าประชื่นชมทับใจมากครับ เขาเขียนไว้ดังนี้ ลอกการบ้านมาให้อ่านกันบางส่วน


"วันนี้ก็เลยขอนอกเรื่องการลงทุน ปลีกวิเวกจากกราฟหุ้น มาเขียนเกี่ยวกับอุดมการณ์ที่ผมมักจะย้ำและพูดเสมอ ไม่ว่าจะทั้งในหนังสือ “7 เทคนิค ฟันกำไร หุ้นเดย์เทรด” ไม่ว่าจะในทุกงานสัมมนาของ Stock2Morrow รวมไปถึงในหน้า fan page ของผมเองว่า...


“สังคมที่ดีนั้น จะดีได้ ต้องขับเคลื่อนด้วยสิ่งที่เรียกว่า...การให้...”

ถูกต้องแล้วครับ “การให้” หรือ GIVE ที่เป็นสิ่งที่จะก่อให้เกิดสุข ทั้งผู้ให้และผู้รับ คือการให้ที่มีคุณค่า...โดย GIVE นั้น มีความหมายดีๆแฝงอยู่ในคำมันน่ะครับ

G = Gladly - ให้ด้วยใจยินดี
I = Impartially - ให้อย่างไม่ลำเอียง
V = Voluntarily – ให้ด้วยความสมัครใจ
E = Expecting Nothing Back – ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

…เห็นมั๊ยครับ แค่คำสั้นๆ คำเดียวนั้น กลับแฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้งมากมาย โดยที่เราไม่คาดคิดมาก่อน...ดังนั้นแล้ว อย่ามองข้ามพลังของคำง่ายๆว่า “GIVE” หรือ “การให้” น่ะครับ...

...เพราะพลังของการให้ ทำให้ผู้รับและผู้ให้มีความสุขแบบสุดๆไปเลยครับ...

คนส่วนใหญ่มักจะคิดกว่า “การรับ” คือสิ่งที่ดีกว่า “การให้”…อาจจะใช่ถ้ามองในแง่ของวัตถุสิ่งของ แต่ถ้าเราลองมองให้รอบด้าน จะเห็นได้ชัดเจนกว่าว่า “การให้” เป็นสิ่งที่ผู้ให้ได้ประโยชน์มากกว่า “การรับ” เพราะสิ่งที่ผู้ให้จะได้รับผลตอบแทนทันทีแบบฉับพลันก็คือ...


...ความสุขใจ...
...สุขใจจากการให้ จะเป็นความสุขแท้ ที่จะอยู่กับเราตลอดไป...

ผมอยากให้ทุกคนได้คิดอีกแง่ว่า “การให้” ก็คือใบเบิกทางไปสู่ “การรับ” น่ะ...เพราะถ้าตลอดชีวิตนี้ คุณไม่เคยให้อะไรใครเลย เป็นได้แค่เพียงผู้รับอย่างเดียว เราก็คงจะได้รับธรรมดาในชีวิต ที่ไม่แตกต่างจากคนทั่วไป...

...แต่.... ถ้าเราลองมาเป็นผู้ให้ ผมกล้าการันตี ฟันธงและคอนเฟิร์มเลยว่า ไม่ก็ช้าก็เร็ว ผลของการให้ของตัวคุณเองนั้น จะเป็นใบเบิกทางนำพาชีวิตของคุณไปสู่การรับอย่างแน่นอน

...การให้ที่สมบูรณ์แบบ ก็คือการให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน เหมือนที่เหล่านักขายมือฉมัง มักจะนิยามกันว่า “การขายที่เก่งที่สุดคือ การขายแบบไม่ขาย”…
เช่นเดียวกันว่า


“การให้ดีที่ดีที่สุด คือ การให้โดยไม่หวังผลตอบแทน”

มีกลุ่มคนอีกกลุ่มนึงที่ผมคิดว่า เหมาะอย่างยิ่งที่ควรจะเป็น “ผู้ให้” ครับ...ก็คือ “นักลงทุน”…
โดยเฉพาะผู้ที่ประสบความสำเร็จการลงทุนในตลาดหุ้นหรือตลาดเงินอื่นๆ...

...เพราะอะไร?......เพราะในตลาดทุนแห่งนี้นั้น มีหลายต่อหลายคนที่..


...แค่กระพริบตาไม่กี่ที ก็หาเงินได้แล้ว..
...แค่กระดิกนิ้วไม่กี่ครั้ง ก็ทำเงินเป็นกอบเป็นกำ...

โดยที่เค้าเหล่านี้ อาจจะลืมไปว่า การหาเงิน ที่เขาเหล่านั้นคิดว่าง่ายดาย...กลับเป็นสิ่งที่ยากเย็นแสนสาหัส สำหรับหลายๆคนที่...


...ต้องเสียหยดน้ำตาไม่รู้กี่ครั้ง เพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว...
...ต้องตรากตรำเป็นร้อยครั้งพันครั้ง เพื่อหาเงินประทังชีวิต...

หลายๆคน อาจจะลืมจุดๆนี้ไป...เพราะมัวแต่ลุ่มหลงกับเงินที่หามาโดยง่าย โดยหารู้ไม่ว่า ตัวเองนั้นเห็นแก่ตัวแค่ไหน ต่อสังคมที่อาศัยอยู่...ไม่คิดว่าการให้ต่อๆไปคือสิ่งที่ดีงาม..ชอบเป็นผู้รับอยู่ฝั่งเดียว...รับเงิน รับทรัพย์ และใช้มันอย่างสิ้นเปลือง ไร้ค่า โดยใช่เหตุ...

...จะเป็นคนรวย คนมีเงินที่มีคุณค่าต่อสังคม เป็นที่จดจำนั้น ต้อง “รวยการให้” ด้วยครับถึงจะเป็นคนจริง คนดีแท้ต่อทั้งตัวเอง ผู้อื่นและสังคมที่อาศัยอยู่...

อย่าให้คนอื่นมาว่าเราได้ว่า “มีเงิน แต่ไร้สมอง”…ใครโดนว่าแบบนี้ เสียชาติเกิดเอาได้น่ะครับ..

...ผมเคยพูด เคยเขียนไปหลายหนแล้วว่า ถ้ามีโอกาส มีเวลาว่าง ก็ควรเอากำไรจากการลงทุน การเล่นหุ้น แค่ 1-3% ของเงินกำไรนั้น ไปทำบุญกัน...

โดยเฉพาะ... ”การทำบุญกับคน” หรือที่ผมชอบเรียกอีกอย่างว่า


“การลงทุนกับคน”

อาจจะฟังดูแปลกไปหน่อย แต่มันได้ผลจริงๆครับ อาจจะไม่ใช่ในระยะสั้นๆ แต่ในระยะยาวแล้ว ผู้ที่รับผลจากการลงทุนกับคนในแบบของผมนั้น...ไม่ใช่ตัวผมเอง ไม่ใช่ครอบครัวผมเอง ไม่ใช่ใครอื่นใด...แต่เป็น “สังคมและประเทศชาติ” นั่นเองครับ...

วันนี้ผมได้เริ่มลงทุนกับคนแล้ว...ด้วยการขอความร่วมมือจากอาจารย์ที่ผมเคารพนับถือตั้งแต่สมัยผมเรียนอยู่ชั้นประถมที่โรงเรียนอนุบาลกระบี่...ให้อาจารย์ได้ช่วยคัดเลือกเด็กมา 3 คน...โดยให้เงื่อนไขง่ายๆ 3 ข้อที่ว่า...

1. เรียนดีแต่ขาดทุนทรัพย์ – เด็กเหล่านี้แหล่ะครับ ที่จะเป็นกำลังหลักของสังคม เพราะเค้ารับรู้ถึงความยากลำบากมาก่อน ถ้าเด็กเหล่านี้ได้เป็นผู้นำประเทศหรือชุมชนที่อาศัยอยู่...รับรองว่า ยากยิ่งนักที่จะเป็นแบบนักการเมืองในปัจจุบัน...

2. มีความกตัญญู รู้คุณ – เด็กที่รู้คุณพ่อแม่ ครูบาอาจารย์และผู้ใหญ่ตั้งแต่เล็กนั้น เวลาจะทำอะไร ก็มักจะคิดเสมอว่า ทำไปแล้ว จะมีผลเช่นไรต่อผู้มีพระคุณ...ถ้าคิดว่าดี ทำแน่นอน..แต่ถ้าคิดว่าไม่...เด็กเหล่านี้ก็ไม่กล้าคิดที่จะทำแน่นอน

3. ทำกิจกรรมของโรงเรียน – อันนี้เป็นเพราะผมเชื่อว่าจะมีดีที่ IQ อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมี EQ ที่ดีด้วยครับ โตไปจะได้ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มองอะไรด้านเดียวครับ

....อาจจะฟังดูเพ้อเจ้อ...แต่ผมก็ยืนยันว่า ต้องการช่วยเหลือเด็กที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ โดยเฉพาะกับเด็กที่เรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์...

สุดท้ายแล้ว อาจารย์ก็หามาให้ได้ 3 คนครับ เรียนในระดับชั้นที่ต่างๆกันไป มีทั้งประถม 2 4 และ 5 ครับ

น้องๆเหล่านี้ ได้ทุนการศึกษาคนละ 5,000 บาท ทั้งหมดก็ 15,000 บาท อาจจะดูเป็นจำนวนเงินที่ไม่มากมายนัก... แต่ผมว่า “ความสุข” ที่ได้รับนั้น มันมากกว่าเงินที่ผมได้ให้ไปแบบประเมินค่ามิได้ครับ.."




 "...ไม่ต้องรอ...ให้รวยล้นฟ้า แล้วคุณถึงจะเริ่มทำหรอกครับ
  ...ไม่ต้องรอ...ให้ใครมาชื่นชม แล้วทำมันตามกระแส
  ...ไม่ต้องรอ...ให้ใครมาขอร้อง แล้วค่อยทำ
  ...เริ่มวันนี้...และขอแค่มีศรัทธากับสิ่งที่ทำ...
  ...แค่นี้ก็สุขใจแล้วครับ...ใครไม่สุขด้วย ก็ไม่เป็นไร...แค่ ใจ เรามีแต่ ความสุข” ก็เพียงพอ...

 ...มาร่วมกันเดินสู่ สังคมแห่งการให้ กันเถอะครับ...จะรูปแบบใดก็ได้ ขอให้เป็นการให้ ที่ผู้รับจะได้ประโยชน์ในวันนี้ และสังคมจะได้รับประโยชน์สูงสุดในวันข้างหน้าครับ...

ผมเริ่มแล้ว...แล้วคุณหล่ะ..เริ่มหรือยัง?" 



   น่าประทับใจมากกับเด็กหนุ่มผู้อายุน้อยคนนี้ มีความคิดที่ดีมาก สนใจ อ่านเพิ่มเติมกันเต็มๆ กันที่นี่ตาม Link นี้ http://wizard-kids2m.blogspot.com/2011/04/one-night-stand-discussion-41.html

  การให้ ถึงแม้ไม่ใช่เงินทอง หรือ ให้ความรู้ ก็เป็นสิ่งที่ดี และ เป็นสิ่งที่ผมจะถ่ายทอดชีวิตการลงทุนในต่างแดนให้ ผู้ที่ไม่รู้ทราบ ผมว่า ผมไม่ใช่เพียงคนเดียวที่ลงทุนในต่างประเทศ มีหลายคนแน่นอนครับ แต่เขาไม่ได้ถ่ายทอดความรู้การลงทุนนั้นออกมาเท่านั้น  เคยคิดอยู่นานว่า จะปิดบังตัวตน หรือ ไม่อย่างไร ในใจคิดว่า ถ้าทำความดี แล้ว ต้องอายก็ อย่ามันทำเลย " ทำดีได้ ช่วยคนอื่นได้ ไม่ต้องกลัวใครครับ "  ที่เจอมากมาก คนไทยเราใจแคบ ไม่น้อยครับ เรื่องจริง ผมก็เคยทำงานเป็นลูกจ้าง ทำผลงาน คิดทุกอย่าง คิดนอกกรอบที่ไม่เหมือนใคร (ที่จริง ต้องทำตัวให้โง่ โง่ เข้าไว้) แต่สุดท้าย ก็ไม่ได้รุ่งเรือง แต่รุ่งริ่ง ตามแบบ "ทำตัวเก่ง เด่น ก็จะมีภัย" สังคมไทย เราเป็นแบบนั้น จริง จริง จึงไม่ค่อยมี คนให้ มีแต่คนต้องการรับ เห็นแก่ตัวประเทศเราเลยเป็นแบบนี้ ไม่ไปไหนกันสักที


  วันนี้ภูมิใจมากครับ ที่สามารถทนหนาวระดับติดลบมาได้ 3 ปี ที่สามารถเลื่อนขั้นเป็น แคนาเดียนซิติเซ่น อีกหนึ่งสัญชาติได้แล้ว สามารถรักษาพอร์ตการลงทุนในต่างแดน ที่มีค่าคอมราคาถูกๆ ไว้ได้ ก็กำลังเตรียมเก็บของกลับไปบ้านเมืองไทยเรา ไปทานส้มตำ ไก่ย่าง MK ได้แล้ว (กลับแต่ตัว ระบบการเงินไม่ได้เอากลับ ยังปล่อยให้เงินทำงานในแคนาดาอยู่ครับ ทิ้งไว้ทำงานให้ เข็ด ขำ ขำ )  พร้อมได้แนะนำ Blog โปรเจค 3 ปี แคนาดา ให้เพื่อน พี่ น้อง ใน facebook ไปอ่าน ลองทำกันดู คนไทยเราไม่ได้แพ้ฝรั่งหรอกครับ อาจจะมีประโยชน์กันบ้าง ดีกว่า ไม่บอกกัน ชีวิตหลายคนอาจจะดีขึ้น ก็ดีใจด้วยครับ เงิน ทอง มีอยู่ในโลกของการลงทุน หรือ ในตลาดหุ้นในโลกของเรา ศึกษา ใช้ความรู้ หากันเองต่อไปครับ ผมแต่ชี้ทางให้ ก็อย่างที่บอก เงินในโลกของการลงทุน มันไม่ใช่เงินของผมเอง ใครจะร่ำรวยเพิ่ม ก็ยินดีด้วยครับ แต่ ต้องมีความรู้ ไม่ประมาท แต่ผมรู้สึกดี ที่การทนหนาวติดลบ ไกลบ้าน 3 ปี ของผมมีประโยชน์  "มีความสุขใจต่อการให้" จริง จริง ครับ แบบน้อง Wizard Kid ที่มีแนวคิดแบบเดียวกัน ลองทำดูแล้วคุณก็จะรู้ ว่า มันมีความสุข


อีกหน่อย สักวัน จะทำกองทุนการศึกษาเด็ก  จากฝีมือเล่นหุ้นของผมเอง 

10/8/2011  ได้ทานอาหารเย็น ร่วมโต๊ะ กับ Wizard Kid ตัวเป็น เป็น ครับ ตัวจริง อารมณ์ขัน ร่าเริง ดูดี มีน้ำใจที่เดียวครับ คนเรามีวาสนา อยู่คนละซีกโลก อย่างไร วันหนึ่งจะได้ เจอกัน

Monday, March 21, 2011

The best stocks You can BUY 2010 - ภาค Overview


ฝรั่ง เขาซื้อ ขายหุ้นอะไรกัน ไว้มาเล่าให้ฟังกันเป็นตัวๆ  เขียนวิธีวิเคราะห์แนวบ้าน บ้านไปเยอะแล้ว มาลองหุ้นจริงๆ กันบ้านว่า มีแนวโน้มอย่างไร  ศึกษาฝรั่งบ้าง กว่า จะถึงเมืองไทย มันอีกนาน ไงก็มองภาพแนวโน้มของตลาดเมืองไทยออกว่าไปทางไหน ( 3G ยังไม่มีใช้เลย ขำ ขำ )   ไว้มาเขียนให้ฟัง ยามว่าง เก็บของกลับบ้าน ^-^

มาลงทุนสร้างฟาร์มเลี้ยงห่านทองคำกันเถอะ ภาค ห่านนอก ไข่ทองคำ เงิน $


ลงทุนสร้างฟาร์มเลี้ยงห่านทองคำ กันเถอะ  ภาคห่านนอก ไข่ทองคำ เงิน $  ไปเป็นเจ้าของฟาร์มกันดีกว่า เลี้ยงทั้งห่านไทย กับ ห่านนอก รวมกันไป สบายใจดี

สมัยที่ยังไม่ได้เริ่มลงทุนในหุ้นเมื่อ 2 ปีก่อน ด้วยนิสัยชอบอ่านหนังสือการบริหารและการลงทุน ได้เจอหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับ  กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ เป็นหนังสือเล่มแรกที่ชื่นชอบและติดตามอ่านหลายเล่มที่เดียว ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ตัวอย่าง หนังสือ กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ  ของ อ.เทพ รุ่งธนาภิรมย์


ใจความมีอยู่ว่า การเป็นไททางการเงิน คือ การที่เราสามารถมีวิธีการให้เงินทำงาน เปรียบเสมือนเรามีห่านทองคำที่ออกไข่ทองคำให้เราอยู่เสมอ หนังสือ กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ จะบอกถึงเทคนิคต่างๆในการค้นหาห่านทองคำหรือหุ้นคุณภาพดี มีแนวโน้มที่จะจ่ายปันผลงามๆ โดย "เงินบันผล ก็คือ ไข่ทองคำ"

จะสรุปแนวทางที่เป็นประโยชน์ ที่น่าสนใจ ดังนี้


1. ศึกษาเทคนิคการลงทุนที่ถูกต้อง
2. ไม่พึ่งข้อมูลวงใน (Inside Information)
3. เลือกหุ้นที่มีคุณภาพจากข้อมูลที่เปิดเผย
4. รู้จักการประเมินมูลค่าหุ้น
5. ต้องใจเย็นในการซื้อขายหุ้น
6. ติดตามการดำเนินงานของบริษัท
7. ลดต้นทุนเมื่อมีโอกาส สะสมหุ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง
8. ให้หุ้นทำงานหาเงิน
9. ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง
10. สอนคนอื่นให้มีความรู้อย่างถูกต้อง


รายละเอียดแต่ละหัวข้อเพิ่มเติมลองอ่านใน เว๊บไซด์กันดูครับ http://www.earnconcept.com/node/19
มันยาวและไม่ตรงประเด็น น้ำ น้ำ ไม่พิเศษ แต่หลักแนวคิดมีประโยชน์ทีเดียว

การลงทุนในหุ้นก็เปรียบเหมือนการซื้อห่านมาเลี้ยง ต้องเลี้ยงให้โตแข็งแรง ออกไข่ให้เราไปขาย มาใช้จ่าย ไปซื้อห่านใหม่ๆ มาเลี้ยง ต้องศึกษานิสัยห่าน พฤติกรรมห่าน ให้ดี ดูแลติดตามอย่างใกล้ชิด จึงจะได้ไข่ห่านทองคำออกมาดี ดี ลูกโต โต หลายๆ ใบ ไม่จำเป็นเลยที่ต้องเี้ลี้ยงห่านเพียงตัวเดียว หรือ พันธุ์เดียว เราสามารถสร้างฟาร์มห่านได้ มีห่านหลายตัว หลายพันธ์ุ บางตัวโตวัน โตคืน บางตัว ผอมแห้ง สุขภาพอ่อนแอ ต้องเฝ้าติดตาม และมีการบริการจัดการฟาร์มที่ดีด้วย (อุย เลี้ยงห่านแล้วต้องจัดการด้วยหรือ ไม่ใช่ทำฟาร์มแล้ว เจ้งงง ขำ ขำ ต้องมีความรู้ด้วยนะครับ)

หุ้นตลาดเมืองไทย ผมจะเรียกว่า ห่านพันธุ์ไทย ออกไข่ทองคำเหมือนกันครับ 5-10% ต่อปี หรือมากกว่า ก็มี ของราคาห่านมีครับ ห่านพันธุ์ไทย ที่สังเกตเห็น มี 3 สายพันธ์ คือ พันธุ์ออกไข่ 1 ครั้งต่อปี , 2 ครั้งต่อปี หรือ ไม่ออกไข่เลย สำหรับฟาร์มแบบไทย ๆ ที่นิยมชมชอบกัน ของนักลงทุนแบบ VI ( Valued Investor) นั่น น้อยคนนักครับ ที่จะเลี้ยงห่านนอก ในมุมมองผมว่า ห่านพันธุ์ไทย ออกไข่ทองคำ ช้าไปหน่อย ความถี่ ทำให้เจ้าของฟาร์ม ยังต้องทำงานเสริมอีก ถ้าไม่ทำงานเสริม ก็ไม่มีไข่ขาย เอามาใช้ไงล่ะครับ ถึงแม้ว่า % จำนวนไข่จะได้เท่ากัน แต่เราต้อง รอ รอ รอ เมื่อไหร่ ไข่จะออก ออกขนาดเท่าไหร่ ไม่แน่ชัด ซะด้วยไง นั่นคือ ปัญหาของเจ้าของฟาร์ม มาดูวิธีแก้ไขปัญหากันดูว่า ทำอย่างไร

บนโลกใบนี้ มีห่านพันธุ์อื่นด้วยครับ ผมจะเรียกว่า ห่านพันธุ์นอก ราคาแพงหน่อย แต่ ออกไข่ประจำ มีหลายพันธุ์ ที่เดียว ได้แก่ พันธุ์ออกไข่ทุกเดือน หรือ 12 ครั้งต่อปี พันธุ์ออกไข่ 4 ครั้งต่อปี พันธ์ออกไข่ 2 คร้้งต่อปี พันธุ์ 1 ครั้งต่อปี หรือ พันธุ์ไม่ออกไข่เลย จะเห็นได้ว่้า ห่านพันธุ์ไทย ไม่ได้ออกไข่ทุกเดือน หรือ 4 ครั้งต่อปี ที่แตกต่างกัน ถามว่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของฟาร์ม อยากมีไข่มาขายได้รายได้ทุกเดือน ไม่ต้องไปทำงานเสริม นอกฟาร์ม ทำอย่างไรละครับ วิธีก็คือ การทำแบบฟาร์มแบบผสมผสาน ให้ฟาร์มมีกำไร มีไข่ทองคำเยอะ และมีมูลค่ามากขึ้น ห่านนอกราคาแพง ก็ต้องลงทุน ซื้อเอามาเลี้ยง ปิดช่องว่างการทำงานของเจ้าของฟาร์มให้เป็นอิสระ (Financial Freedom ) นั่นเอง เคยเขียนว่า ใครจะเป็นเจ้าของฟาร์มในเมืองไทย ก็ซื้อห่านนอกได้แล้ว แต่ ต้องคำนวนว่าคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ ในระยะยาว (เคยเขียนในบทความก่อนแนะนำ วิธีซื้อให้แล้วครับ) ก็จะได้ห่านนอกมาเลี้ยง แถมออกไข่เป็น $ ได้ 3 เด้ง เด้งแรก กำไรจากการขายห่านนอก (กำไรเกน) , เด้งที่ 2 ไข่ทองคำ (เงินบันผล $), เด้งที่ 3 อัตราแลกเปลี่ยนระหว่าง ไข่ทองคำ ฿ กับ ไข่ทองคำ $

ต่อมาเมื่อมีความสามารถในการซื้อห่านมาเลี้ยง ก็ต้องศึกษาหาข้อมูลห่าน วิธีการเลี้ยง การจัดการฟาร์มแบบผสมผสานมาดูกัน ว่า ควรจะจัดอย่างไร (ลงมือวาดด้วยตัวเองอีกครั้ง)


จากภาพที่เขียนให้ชม จะสังเกตว่า ห่านที่ออกไข่ทองคำ 12 ครั้งต่อปี สามารถทำให้เรามีความอิสระทางการเงินได้ คือ มีไข่ออกมาขายทุกเดือน ไปลงทุนซื้อห่านประเภทอื่นต่อ 4,2,1 ครั้งต่อปี ต่อ ห่านประเภทแบบ 12 ครั้งต่อปี หรือ 4 ครั้งต่อปี เมืองไทย ไม่มีขายครับ ต้องเป็นห่านพันธุ์นอกเท่านั้น เมื่อเรามีห่านนอกเลี้ยงไว้เยอะๆ แล้วออกไข่ให้ทุกเดือน ก็ไม่ต้องทำงานเป็นลูกจ้างฟาร์ม เจ้าของอื่นแล้วครับ มีฟาร์มเป็นของตัวเอง หรือ จะไปรับ จ๊อบ นอกฟาร์มอื่นด้วยก็ได้ อันนี้แล้วแต่ ในทางกลับกัน การขายห่านนอก ที่ออกไข่ 12 ครั้งต่อปี หรือ 4 ครั้งต่อปี เราลงทุนระยะยาว ความถี่ในการขายจะน้อยกว่า หรือ สามารถขายห่านทำกำไรเมื่อขนาดโตขึ้นด้วยหลักการวิเคราะห์ทางเทคนิค ช่วยได้ ส่วนการเลือกและเลี้ยงห่าน เจ้าของฟาร์มต้องมีความรู้ทั้งการวิเคราะห์แบบพื้นฐาน และทางเทคนิค ช่วยดูจังหวะในการซื้อห่านราคาถูก แล้วมาขายราคาแพง จึงจะได้กำไรมาก มาก นั่นเอง

ส่วนห่านที่ไม่ออกไข่ ถามว่าเลี้ยงทำไมในฟาร์ม ห่านพวกนี้ เราซื้อมาเพื่อเลี้ยงแล้วขาย ไม่เอาไข่บันผล โดยใช้วิธีการเลี้ยงแบบการวิเคราะห์ทางเทคนิค ขายเมื่อพอใจ เมื่อมีขนาดโตได้ที่ ไม่ต้องเสียดาย ของให้มีกำไรก็พอใจ ทีกำไร ย่อมดีกว่าขาดทุนเสมอ ถ้าซื้อมาไม่โต ก็ Cut loss กันไปตามระเบียบวินัย

ส่วนห่านที่ออกไข่ 1 หรือ 2 ครั้งต่อปี มีทั้งห่านพันธุ์นอกและ ห่านพันธุ์ไทย แต่ โดยทั่วไป ห่านพันธุ์ไทย ขนาดตัวและ Upside % เร็วกว่า เราก็ควรจะเลี้ยงด้วย นอกจากที่จะได้ไข่ทองคำแล้ว ที่ขนาดไม่แพ้กันแ้ล้ว เรายังสามารถทำกำไรจากการขายห่านไทยได้อีก เอากำไรมาซื้อห่านเพิ่ม เพื่อ ขยายฟาร์ม ไปเรื่อยๆ หรือ ไปลงทุนในกิจการอื่นต่อไป ที่สำคัญ คือ เรามีเวลาเหลือ เป็นอิสระในการเงินแล้ว นั่งจิบกาแฟ สบาย สบาย ได้เลยครับ อยู่ที่ไหนในโลกก็ได้

หลายๆ คนเล่น Facebook เล่นเกมส์ FarmVille ครับ กำลังฮิต ก็เป็นเกมส์ที่น่าเล่นแนวเดียวกัน แต่นั่นไม่ใช่ชีวิตจริง เมื่อนำเกมส์ที่เเล่นมาใช้ในชีวิตจริงบ้าง ก็จะมีประโยชน์ไม่น้อย (แต่ผมไม่เล่น ไม่มีเวลาเหลือ)


ตอนนี้ ผมกำลังเป็นเจ้าของฟาร์มห่านอยู่แห่งหนึ่งอยู่ครับ กำลังซื้อห่านเก็บทั้งห่านไทย ห่านนอก เลี้ยงไว้ในฟาร์ม ตอนนี้ ผมไม่ต้องทำงานเป็นลูกจ้างฟาร์มเมืองนอก ราคาแพง แบบหนาว หนาว  กลับไปทำฟาร์มห่านบ้านเราก็ได้ ไม่น้อยกว่ากัน แถมอาจจะมากกว่าเสียอีก มีเงินเก็บมากกว่า รายจ่ายเมืองไทยถูกกว่า เช่น ข้าวเมืองนอก จานละ 300-400 บาท กับ ข้าวเมืองไทย จานละ 25-50 บาท ราคาถูกกว่ามากมาย ชีวิตสบายกว่ากันเยอะ แถมไข่ทองคำ $ ด้วยครับ มองอะไรๆ ก็ถูก ไม่แพงสำหรับค่าครองชีพในเมืองไทยบ้านเรา  หลายๆ คน บอกว่า กลับเมืองไทยแล้ว จะทำอะไร คำตอบคือ ส่วนหนึ่งไปเป็น "เจ้าของฟาร์มห่านทองคำที่เมืองไทย" แต่ห่านที่ผมเลี้ยง เป็นห่านพิเศษ ไม่เหมือน เจ้าของฟาร์มทั่ว ๆ ไป ก็เท่านั้น แต่หลักบริหารฟาร์มก็เหมือน เจ้าของฟาร์มทั่วๆ ไป...ไม่ได้ต่างกันเลย  ลองมาสร้างฟาร์มห่านกันเถอะ

Wednesday, March 9, 2011

ETFs : สินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ เริ่มน่าสนใจได้รับประโยชน์จาก QE2 (DBC, SLV, DBA, GLD, JJC)



ETFs : สินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ เริ่มน่าสนใจได้รับประโยชน์จาก QE2 (DBC, SLV, DBA, GLD, JJC)

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่า QE2 (Quantitative Easing 2) คืออะไร มีผลอย่างไรกับระบบเศรษฐกิจของโลก มีอิทธิพลอย่างไรกับสินค้าโภคภัณฑ์  QE2 คืออะไร  ลองมาชม VDO กันดูครับ จะเข้าใจขึ้น (ผมไม่อยากอธิบาย ไม่ได้เรียนมา ฟังผู้รู้เขาสอนดีกว่า แล้วเอามาใช้วิเคราะห์)



คงจะมีความเข้าใจดีขึ้นนะครับ QE2 เริ่มในเดือน พฤศจิกายน 2553 จะสิ้นสุดในเดือน มิถุนายน 2554 นี้ ซึ่งโดยตรงแล้ว จะมีผลในราคา Gold ที่มีแนวโน้มปรับตัวอย่างมากขึ้นในช่วง QE2 ทีผ่านมา

หุ้นที่ Commodities ที่น่าสนใจ ในการลงทุน มีดังนี้ครับ เป็น หุ้น ETF ซึ่งสามารถ ซื้อ ขายได้โดยตรง ซึ่งส่วนมาอยู่ในตลาด US  ที่ ผมลงทุนได้แก่ หุ้น Gold : GLD และ หุ้น Silver : SLV 

  
    อธิบายแนวโน้มการลงทุนได้ดังนี้

  • PowerShares DB Commodity Index Tracking (NYSE : DBC) ให้เปิดรับนักลงทุนที่หลากหลายของสินค้าจากสังกะสีเพื่อให้ความร้อนน้ำมัน กับ Global GDP คาดว่าจะเติบโตในปี 2011 และปี 2012 ความต้องการใช้สินค้าโภคภัณฑ์จะยังคงแข็งแกร่ง
  • โลหะเงิน (NYSE : SLV) เป็นลูกพี่ลูกน้องโลหะทองมีค่าทางเศรษฐกิจ โลหะเงินมีประโยชน์มากขึ้นในโลกแห่งความจริงกว่าทองคำรวมทั้งการใช้งานไฟฟ้าและสารเคมี
  • การเกษตร (NYSE : DBA) จะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของประชากรและการอพยพจากชั้นกลางระดับล่างไปซึ่งมีมากขึ้นพบได้บ่อยในภูมิภาคเอเชียเป็นย้ายคนจากพื้นที่ชนบทไปยังเมือง
  • ทองคำ (NYSE : GLD) จะดูน่าสนใจมากกว่าเงินเมื่อความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจ, ความตึงเครียดภูมิศาสตร์การเมืองและตลาดการเงิน ทองยังเป็นที่สนใจของนักการธนาคารกลางทั่วโลกและบุคคลที่มีความกังวลเกี่ยวกับการพิมพ์ $ มากเกินไป
  • ทองแดง (NYSE : JJC) ใช้ในการก่อสร้างอาคารผลิตไฟฟ้าและการส่งผ่าน, การผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตเครื่องจักรอุตสาหกรรมและยานพาหนะขนส่ง สายไฟทองแดงและท่อน้ำเป็นสำคัญของเครื่องใช้, เครื่องทำความร้อนและระบบทำความเย็นและการสื่อสารโทรคมนาคมการเชื่อมโยงใช้ทุกวันในบ้านและธุรกิจ ทองแดงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในมอเตอร์, สายไฟ, radiators, การเชื่อมต่อระบบเบรค, และแบริ่งที่ใช้ในรถยนต์และรถบรรทุก
มาดูกราฟรายตัวของ Commodities กันบ้าง จะได้เห็นภาพอีกมุมถึงแนวโน้มการปรับตัวของราคามากขึ้น



จะเห็นว่า Commodities  มีการทำ New  High ในหลายตัว และยังมีแนวโน้มที่ปรับตัวสูงขึ้นทีเดียว ลองมาดูกราฟรายตัวกันบ้าง จะได้เห็นแนวโน้มชัดเจนในช่วง QE2 ที่ผ่านมา

DBC

DBA

GLD 

JJA 

SLV

JJC 

                        
จะเห็นว่า กราฟหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ Commodities เป็นลักษณะแนวโน้มขาขึ้น ในแนวทางการลงทุนสามารถทำกำไรได้ด้วยการเล่นด้วยการวิเคราะห์ทางเทคนิค เล่นรอบ ซึ่งจะมีการพักตัวบ้าง แต่ในภาพใหญ่ยังเป็นแนวโน้มขาขึ้น โดยส่วนตัวจะลงทุนใน Gold และ Silver เนื่องจากมี Volume การซื้อขายที่มาก ซึ่งจะมีการปรับตัวที่รวดเร็วกว่านั่นเอง แนวโน้มขาขึ้น เล่นยังไงก็สามารถกำไรได้ ได้เขียนไว้บทความครั้งก่อน ก่อน ซึ่งทำให้การลงทุนของเราได้ผลตอบแทนที่ดี สำหรับ ตลาดหุ้นไทย ในการลงทุนระยะกลาง - ยาว ลองหาหุ้นตัว Commodities มาลองทำกราฟดูจะเห็นภาพกว้างๆ ซึ่งสามารถลงทุนระยะต่างๆได้ ซึ่งนำมาสู่ผลกำไรและผลตอบแทนที่ดีแน่นอนครับ แต่ ผมจะเขียนการลงทุนในต่างประเทศ แต่ แนวคิดการลงทุน ก็เหมือนกันเพียงแต่ต่างตลาดเท่าันั้น การติดตามข่าวสารก็เป็นสิ่งจำเ็ป็น ไม่ใช่แต่เมืองไทยอย่างเดียว แต่ เรายังต้องติดตามข่าวสารของโลกด้วย จะทำให้เกิดมุมมองที่เปิดกว้างเพื่อใช้ในการวิเคราะห์การลงทุนที่ดี  โลกเราแคบลงทุกวันครับ 

Ref: