North america

Global Trading Investment Knowledge in Stock Markets : USA (Dow Jones, Nasdaq), Canada (TSX), Thailand(SET)

Monday, November 21, 2011

ศึกษาอดีตแบบ Back Tesing ธุรกิจช่วยวิเคราะห์การลงทุนแบบมีระบบ เพิ่มผลตอบแทนที่ดี ตอนที่ 2 แบบอัตโนมัติ



กลับมา กทม เรียบร้อยแล้ว น้ำลดสามารถเข้าบ้านได้  ช่วงที่ผ่านมา ขับรถมาเรียน กทม ชลบุรี ไปกลับเหนื่อยดี แต่เพื่อเพิ่มความรู้ ก็ทำไป ได้มีโอกาสไปดูงานที่พัทยา ชลบุรี ในการเรียนบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ได้เยี่ยมชมกิจการหุ้นตัวหนึ่ง ชื่อ CENTEL  สถานที่สวยดี บรรยากาศดี ครับ ได้ฟังแนวทางการบริหารดีมาก แต่ พอเปิดดูราคา ค่าพื้นฐาน P/E ที่สูงมาก แต่ ราคาหุ้นยังเพิ่มได้อีกมากมาย (ค่าพื้นฐานไม่ค่อยดี ราคายังขึ้น แปลก แต่ เรื่องจริง)  

 
 
มาดูกราฟทางเทคนิคประกอบในการซื้อ ขาย 


CENTEL จากกราฟเทคนิคช่วย ลงทุนซื้อตอนต้นทุน 8 บาท  ตามระบบ ขายที่  9.7-10 บาท ผลตอบแทน 21.25-25% ถือประมาณ 2 เดือน ไม่แย่นักใช่ไหมครับ มีผลตอบแทนพอเพียงนะครับ กลับการลงทุนเรียนรู้ทางเทคนิค ร่วมกับ การเลือกหุ้น ดี ดี สักตัว ถ้าเราติดตามหุ้นที่เราสนใจ สม่ำเสมอ ผลตอบแทนออกมาดีแน่นอน จากการวิเคราะห์พื้นฐานและทางเทคนิคประกอบ  จะได้ผลตอบแทนที่ดีได้ครับ ถ้าเราถือหุ้นแบบมี Positioning ที่ต้องนิ่ง  ใจนิ่ง ไปตามระบบ

กลับมาศึกษาอดีตแบบ Back Tesing ธุรกิจช่วยวิเคราะห์การลงทุนแบบมีระบบ นอกจาก Test ด้วยแบบ Manual ด้วยแล้ว สามารถใช้โปรแกรม Back Test แบบอัตโนมัติได้ด้วย  ทำอย่างไร อาจจะต้องเขียนโปรแกรมเข้าไปในโปรแกรม Metastock  นั่นเอง...  สาย วิศวะ เรียนเขียนโปรแกรมกันเกือบทุกสาขา ไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น ภาษา C++  Visual Basic หรือ Matlab เป็นพื้นฐานกันอยู่แล้ว ไม่ได้ยากเย็นอะไรมากนะครับ เพียงเหมือน เราทำวิจัย เอาทางพื้นฐาน Engineering มาใช้กับ การลงทุน หุ้น Stock ที่เรียกว่า  "Stock Engineering"  (เหมือน ทำวิจัยแบบ เรียน ป.เอก วิจัยแบบนี้ วิจัยเสร็จ สามารถให้เราลงทุนได้ ผลตอบแทนในการลงทุนได้ดีขึ้น น่าทำกว่าอีกกว่าอีกครับ ได้ค่าขนมทานด้วย ลงทุนเงินพอร์ตโตขึ้นด้วยอีก )

กลับมากับคำถาม ทำไมต้อง Back Test ในการทดสอบระบบ เป็นการทดสอบในการเลือกระบบการลงทุนให้เหมาะกับ การลงทุน จะใช้ Indicators ตัวไหน ดี เยอะแยะไปหมด บางคนใช้ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (EMA) ยังไม่เหมือนกันเลย  ...แต่ มีคำถามว่า เลือกเส้นไหน ดี ค่าเท่าไหร่ จึงมีความเสี่ยงน้อยสุด ซึ่งหมายถึง ผลตอบแทนที่ดีจะมากขึ้นแน่นอน  ....ทำไมใช้ ค่าเท่านี้ ตอบไม่ได้ ...ก็ ได้คำตอบ ใช้ตามเขา ไม่รู้ว่า ทำไม  ทุกระบบ ไม่ได้ความถูกต้อง 100%  มีจุดอ่อน 

หุ้นไทย CENTEL 

ลองทดสอบข้อมูลให้ชมกัน ในการทดสอบ หุ้น CENTEL ที่ใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA5 -10-15-20-25 ในการเข้าซื้อ ขาย ให้ชมกัน




จะเห็นว่า หุ้น CENTEL  ลงทุนตามระบบด้วย EMA10  1 ปี ได้ผลตอบแทน 12.34%


หุ้น ต่างประเทศ : AAPL (Apple)

ทดสอบระบบด้วย การเข้าซื้อ ชาย ด้วย Indicator MACD >0 




ผลการทดสอบ 1 ปี ย้อนหลัง Buy and Hold profit สามารถได้ผลตอบแทน 118.98%
 ในการทดสอบระบบ ยังมีอีกหลายแบบ เช่น EMA ตัดกัน หรือ Golden cross หรือ MACD > Signal เป็นต้น แบบไหนดี ได้ผลดีอย่างไร มีจุดอ่อนอย่างไร  ที่ใช้ ดีแล้ว หรืออย่างไร


บทสรุป    การทดสอบระบบ Back Test เป็นการทดสอบแนวทางการซื้อ ขาย หรือ Positioning ในการลงทุน ด้วยเงื่อนไขอะไร หลายคนพยายามหาระบบการลงทุน ที่ดีที่สุด ซื้อแล้วได้กำไรมากที่สุด คาดเดาอนาคต โน่น นี่ นั่น ไม่มีใครรู้อนาคต แต่ที่ทำได้คือ ต้องมีแนวทางการลงทุน (Positioning) ที่มีผลตอบแทนที่ดี จะสังเกตได้ว่า เวลาทดสอบข้อมูลในอดีต ง่ายไม่ยาก แต่ ในการลงทุนในสถานการณ์จริง มีความยากกว่า จึงต้องมี Positioning ในการตัดสินใจที่ดี  การทดสอบ Back Test หา Indicators ตัวไหนที่ควรใช้ เป็นแนวทางของเรา จากตัวอย่าง ไม่ว่า ลงทุนระบบไหน ก็จะมีกำไรพอเพียง  เพียงแต่ กำไรมา่กน้อยต่างกัน  ซึ่ง เราสามารถพัฒนาระบบการลงทุน ปิดจุดอ่อน ของระบบที่ลงทุน ด้วยการวิเคราะห์ด้วยตัวเองได้ ร่วมกับการวิเคราะห์อัตโนมัติ ช่วยตรวจสอบในการลงทุน เพื่อให้ ระบบการลงทุนมีความสมบูรณ์แบบ เท่าที่ทำได้ มีผลตอบแทนได้ดี ในระยะเวลาที่จำกัดครับ  อย่าเพียงหุ้นซื้อแค่ ถือ ไม่ได้บริหารการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด


Thursday, November 3, 2011

ศึกษาอดีตแบบ Back Tesing ธุรกิจช่วยวิเคราะห์การลงทุนแบบมีระบบ เพิ่มผลตอบแทนที่ดี ตอนที่ 1 แบบ Manual


"เอาอยู่"  อยู่บ้านพัก (ผ่อน) ชลบุรี แล้วครับ  โดนล้อมแล้ว (จากการดูแผนที่ดาวเทียม โดนน้องน้ำ ล้อมทุกด้าน) ท่วมแน่ ดูทีวี  เอาอยู่  จัดการได้...ได้ยินคุ้นหู บ่อยๆ ใน TV เป็นอย่างไรกัน ....ท่วม...ออกมาก่อนครับ จะได้ไม่เป็นภาระคนไปช่วย จากคำประกาศเตือน ทรัพย์สิน เอาสิ่งของขึ้นชั้นสอง ก็เสียหายน้อยลง ไม่เสียหายมากมาย (ก็ต้องมีเสียหายกันบ้าง ค่อยซ่อม หาใหม่เอา....ผู้ประกอบการ เสียหายหนักสุด)  ภัยพิบัติ ย่อมมีความสูญเสีย เราต้อง Stop loss ลดความเสี่ยงออกมาก่อน เหมือน การลงทุนในหุ้น ต้องมีจุด Stop loss ...รักษาเงินทุน ไว้ เพื่อลงทุน แก้ไขใหม่ เอาคืนได้ มีความรู้  เคยดูสามก๊ก  อย่าให้ใครมาล้อมเรา โอกาสแพ้ เสียหายสูงกว่าครับ ตีวงล้อมให้ออกมาได้ มันยากยิ่งนัก  หลายคน ไม่ยอมออกจากพื้นที่เสี่ยง ไม่ว่าด้วยเหตุใด คุณนี่แหละ จะเสี่ยงกว่า ไม่ออก ต้องให้คนอื่นไปช่วย  เตรียมพร้อมช่วยตัวเองดีที่สุด ไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากตัวเราเอง ดีที่สุด "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" โดยยังสามารถออกมาช่วยคนอื่นได้ด้วย

ช่วงน้ำท่วม พอดี เริ่มเรียนหนังสือ ระยะสั้น ด้านการบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประมาณ 3 เดือน ต้องขับรถ ไปกลับ 240 กิโลเมตร 3 ชั่วโมง ต่อวัน  เพื่อลดความไม่รู้ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เลย ความรู้ต่างหากที่น่าสนใจ เพราะ ส่วนตัวไม่ค่อยมีความรู้ด้านอย่างลึกซึ้งในการวิเคราะห์การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ REIT นี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างน้อยก็มีแนวทางในการเลือกลงทุนหุ้นอสังหาริมทรัพย์ทีดีบ้าง ว่าจะลงทุนขาขึ้น หรือ ขาลงอย่างไร ตามแนวโน้มและผลกระทบ เช่น SPALI, PS, LPN, SC, NOBLE เป็นต้น จะลอง Back testing ข้อมูลแบบมีระบบให้ดู ว่า จะลงทุนอย่างไรให้ผลตอบแทนที่ดีกัน


การ Back Testing สามารถทำได้อย่างไร  มาดูกัน มี 2 แบบ คือ Back Testing ด้วยตัวเอง และ Back Testing ด้วยโปรแกรมอัตโนมัติ
1. Back Testing ด้วยตัวเอง (Manual) คือ การย้อนอดีตไปดูแนวโน้มแล้วสมมุติว่า  วันนั้น ถ้าเรามีข้อมูลที่ได้มาจากกราฟเทคนิค รวมทั้ง Indicators เราจะทำอย่างไร ซื้อ ขาย หรือ ถือต่อ  ระบบที่เราใช้ Indicators มาใช้เหมาะสมแล้วหรือไม่ อย่างไร ถ้าเหมาะสม การลงทุนจะต้องได้ผลตอบแทนที่ดี  ตามตัวอย่าง

หุ้นไทย  PS- VI position


ย้อนรอยอดีต จากกราฟทางเทคนิค หุ้น PS เป็นหุ้นที่เป็นรอบ Cycle Stock มีผลกระทบตามเปลี่ยนแปลงตาม GDP และ อัตราของดอกเบี้ย ดังนั้นการลงทุนในแต่ละช่วงเวลา ต้องวิเคราะห์ทางพื้นฐานได้เบื้องต้น และ วิเคราะห์ทางเทคนิคประกอบได้ด้วย ซึ่งสามารถลงทุนได้ขาขึ้นและขาลง (Long-Short position) ตามความสามารถในการลงทุน
การ Back Testing ด้วย Manual คือ การลองสมมุติดูว่า ณ วันนั้น ในการเข้าซื้อหุ้น มีสัญญาน Indicators อะไรประกอบบ้าง โดยปิดเหตุการณ์หลังวันนั้นที่ทดสอบ ว่า จะใช้เงื่อนไขไหนในการตัดสินใจเข้าลงทุน จะยกตัวอย่าง โดยใช้เส้นค่าเฉลี่ย Moving average  2 เส้น ตัดกัน

Long position   




จากกราฟทางเทคนิค ลงทุนซื้อหุ้นเมื่อเกิด Golden cross เส้นค่าเฉลี่ยตัดกัน และ ขายที่ Dead cross เส้นค่าเฉลี่ยตัดกัน วันที่ 26 ตุลาคม 2010 จะทำกำไรได้ 45.63% ภายใน 5 เดือน

Short position



จากกราฟทางเทคนิค ลงทุนขายเมื่อเกิด Dead cross เส้นค่าเฉลี่ยตัดกัน และซื้อคืนที่ Golden cross เส้นค่าเฉลี่ยตัดกัน วันที่ 21 มีนาคม 2011 จะทำกำไรได้ 26.63% ภายใน 5 เดือน ไม่แย่นักใช่ไหมครับ (ต้องดู Indicators อื่นประกอบ , Trend line , Pattern ประกอบด้วย)   "หุ้นเป็นรอบ วิธีที่จะทำกำไรคือ เล่นรอบ ถึงจะมีผลตอบแทนที่ดี" ไม่ใช่ซื้อแล้วไม่รู้จักขาย  ลงทุนหุ้นตัวเดียว เล่นได้ขาขึ้นและลง ก็ พอร์ตโตพอเพียงได้เลยครับ 

หุ้นต่างประเทศ  -VI position    BTB Real estate บันผลรายเดือน  ปันผล > 9% ต่อปี

ย้อนข้อมูลอดีต ที่วิเคราะห์ข้อมูลทางพื้นฐานเบื้องต้นก่อน โดยหลักเดียวกับการวิเคราะห์การด้านธุรกิจ เช่น SWOT Analysis , 4P เป็นต้น สำหรับธุรกิจหุ้นอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ ( mid-market office, industrial and retail properties) หลัง Crisis 2008 


ทดสอบโดยใช้ Trend Line Breaks out  ในการหาจังหวะเข้าลงทุน โดยสมมุติ ลงทุนกลางปี 2009 ที่ราคา $0.5  ด้วยเหตุผล คือ Trend line breaks out  รับบันผล Dividend รายเดือน และ หวังผลต่างกำไรเกนขาขึ้น


ราคาปัจจุบัน คือ $0.88  ผลตอบแทนที่ได้ 76% ต่อ 2.5 ปี  พร้อมบันผล 22.5% (9% ต่อปี) รวมกันก็ 98.5% ต่อ 2.5 ปี สามารถถือไปได้ โดยยังไม่หลุด Trend Line แบบ Uptrend Channel


บทสรุป     การศึกษาอดีต พฤติกรรมของหุ้น จะทราบได้ว่า เป็นธุรกิจ แนวโน้มแบบไหน ทำไมราคาได้เคลื่อนตัวแบบ นั้นและทำไม  การทดสอบแบบง่าย ด้วยตัวเอง ว่า เมื่อย้อนเวลากลับไปนั้น จะใช้เหตุผลไหน ในการเข้าลงทุน ลงทุนแบบไหน จุดประสงค์คืออะไร Indicators ที่เลือกใช้เหมาะสมแล้วหรือยัง (ไม่ได้ใช้เพียงตัวเดียวนะ ควรใช้หลายตัวประกอบ เพื่อได้หลายมุมมอง Indicators แต่ละตัวบ่งบอกความหมายที่ไม่เหมือนกัน อะไรดีกว่า อันไหน เราต้องเข้าใจให้ดีด้วย)  เหตุผล โดยปกติ จะเป็นปัจจัยพื้นฐานประกอบกับสัญญานทางเทคนิค ซึ่งมีการใช้ Indicators มีหลายตัว หลายแนวทางในการตัดสินใจ ทำให้การบริหารการลงทุนได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น โดยเฉพาะ ลดความเสี่ยงลง  "ซื้อช้าไม่เป็นไร แต่ซื้อแล้วขอให้ขึ้น"    การศึกษาอดีตแล้วนำมาเป็น ข้อควรระวังในการลง เนื่องจาก ราคาหุ้นนั้นเคลื่อนไหวเป็นรอบ  ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย
นั่นคือ เหตุผลที่เราต้องศึกษาในการลงทุนด้วยความระมัดระวัง โดยลดความเสี่ยง การที่เรียนรู้ ทดสอบระบบด้วยตัวเองได้ แบบ ง่าย ง่าย และ มีระบบการลงทุนที่ช่วยตัดสินใจได้ดี จะมีผลตอบแทนในการลงทุนที่ดี " Put the right stock in the right price at the right time" บทความต่อไป จะเป็น การ Back Testing ด้วยระบบอัตโนมัติ โดยใช้ Metastock เอาไว้เล่าให้ฟังกัน

Sunday, October 23, 2011

กลยุทธ์ลงทุนแบบหาจังหวะ ซื้อ-ขาย ด้วยด้วยความเข้าใจในความเสี่ยง ( High Risk High Return High Reward Low risk)


วันหยุด วันจันทร์ ที่ 23  ตุลาคม วันว่างแบบไม่สบายใจ ขอเขียน Blog ให้ความรู้ ให้มีคุณค่า แม้ไม่ได้ออกไปช่วยพี่น้องเดือดร้อน ขณะรอน้ำท่วมบ้านในพื้นที่เสี่ยงแบบคนเดียว ก่อนที่ต้องสละบ้านอีกหลัง น้องชายคนรองไปประจำเรือรบภาคใต้ น้องชายคนเล็กติดเกาะ น้ำท่วมบ้าน ต่างจังหวัด จัดเต็ม สูญเสีย ดูข่าวทีวี เป็นภาพที่น่าหดหู่กับเหลือขนาด  ทำให้คิดได้ว่า "คนไทยเวลาสงบ เรารบกันเอง  พอยามลำบาก เราช่วยเหลือกัน" ...คำถาม คือ ทำไมเวลาสงบ เราไม่ช่วยกันมากกว่านี้ ...นี่คือ นิสัยของคนไทย ไม่ว่า จะในประเทศ หรือ ต่างประเทศ ก็ตามที่ผมได้สัมผัสมาในต่างแดน  ประเทศเราคงพัฒนาไปได้มากกว่า นี้ คนเก่งไม่น้อย เยอะทีเดียว บางคนเรียนจบต่างประเทศ เท่าฝรั่ง เรียนก็ไม่ได้แพ้กัน ..."แต่ขาดความสามัคคี และ ไม่รู้จักให้มากกว่ารับเพียงเท่านั้น"   บทเรียนหลายครั้ง แต่ สุดท้ายไม่ได้นำมาคิดกัน เพราะ คนไทยลืมง่าย กันนั่นเอง ไม่จำบทเรียนในอดีตมาแก้ไขอนาคต ...เปรียบเทียบนิสัย การทำงาน ระเบียบวินัยของคนญี่ปุ่น แตกต่างกัน ที่สัมผัสมา พวกเขาแก้ปัญหาที่สาเหตุ  ไม่ใช่ปลายเหตุ หรือ แบบขอไปที    ก็เหมือนการลงทุน  ใครที่ยังลงทุนไม่ได้ผลตอบแทนที่ดี เพราะ ว่าคุณไม่ได้แก้ปัญหาที่สาเหตุ  ...ลงทุนไปเถอะครับ ไม่เปลี่ยน ไม่แก้ไขความรู้ แนวความทัศนคติคิดไม่ถูก ไม่มีการวางแผน ไม่มีระเบียบวินัย อย่างไรผลตอบแทนที่ได้ ไม่สามารถออกมาดี ตามข้อความ


"The majority of traders fail and lose all their money in the first year!

 They fail for these reasons:

 They do not have knowledge.
 They do not have a plan.
 They do not have discipline"

สอนหนังสือไปครบ 100 คน ไม่ฟรีก็จริง ทำกองทุนช่วยการศึกษาเด็ก สอนฟรีก็มี สอนเพื่อน สอนน้องที่ขาดทุน ก็ด้วยหลายคน ให้ความรู้ ระบบนำทางในการลงทุน คนที่เรียนไปจะลงทุนในหุ้นที่ดี ที่มีสภาพคล่อง ด้วยสามารถวิเคราะห์ทางเทคนิคด้วยตัวเอง และ สามารถวิเคราะห์ทางเทคนิคด้วยโปรแกรม ความสามารลงทุนได้ทั้งขาขึ้นและขาลง (Long-Short) ได้เท่าฝรั่ง กองทุน โบรค คนที่ผ่านการสอน ความสามารถทำได้ เพียงคิดกลับด้าน เพียงจะนำไปใช้อย่างไร แบบไหน เพียงเท่านั้น  ทำไมต้อง เลือกหุ้นดีดี ด้วยวิเคราะห์พื้นฐานก่อน  แล้ว ต้องวิเคราะห์ทางเทคนิคด้วยตัวเองได้ แล้ว วิเคราะห์ด้วยโปรแกรมเพื่อตัดอารมณ์ออกไป ซึ่งสองแบบจะได้จุดซื้อ จุดขาย ที่ไม่ต่างกัน   คำตอบ  คือ ลดความเสี่ยงลงให้มากที่สุดนั่นเอง  เพราะตลาดหุ้นเป็นการลงทุนแบบ High Risk High Return  เมื่อความเสี่ยงลดลง จะนำผลตอบแทนที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน (ก็อาจมีผิดพลาดบ้าง แต่ก็ยังดีที่ได้ลงความเสี่ยงไป) ระบบ Set Indicators ที่สอนให้ไป สามารถลงทุนโดยใช้ Technical analysis ลงทุนได้ทั้งขาขึ้นและขาลง   ปิดประตูลงทุนแบบขาดทุน  เคยบอก ผู้เรียนไปว่า  ถ้ายังลงทุนขาดทุนในภาพรวม มาเอาค่าเรียนคืนไป จะคืนให้หมด ได้สอนวิธีขับรถให้ อยู่ที่เลือกรถถูกคันหรือไม่ เหยียบเบรค ถอยหลังบ้าง ขยันดูแผนที่ มีบุญ ทำบุญ หรือไม่


มาเรียนรู้การลงทุนกันว่า มีอะไรบ้างที่ เสี่ยง (Risk) แบบไหนเสี่ยงมาก เสี่ยงน้อย มีผลกับ ผลตอบแทน (Return) อย่างไร


จะเห็นได้ว่า  การลงทุนในหุ้นนั้น เสี่ยงที่สุด แ่ต่ ผลตอบแทนมากที่สุด เมื่อเทียบกับ การลงทุนในแบบอื่นๆ ทำอย่างไร จึงได้ผลตอบแทนที่ดี  ก็คือ "หาวิธีลดความเสี่ยงลง" ในทุกด้านนั่นเอง แบบ High reward Low risk  ผลตอบแทนที่ดี ความเสี่ยงต่ำ ตามภาพความสัมพันธ์ Reward-Riskด้านล่าง



ตัวอย่าง   หุ้นไทย  BGH -High risk High return - High risk High reward


จะเห็นว่า การลงทุนในช่วงระยะเวลา แตกต่างกัน และ ผลตอบแทนแตกต่างกัน  หาเราเรียนรู้การอ่านสัญญานซื้อ ขาย ด้วยความสามารถวิเคราะห์ด้วยตัวเองได้ เราสามารถลดความเสี่ยงลงได้ เพื่อให้ผลตอบแทนของเราดีขึ้น ลงทุนช้าเพียงไม่กี่วัน จะทำให้ความเสี่ยงในการลงทุนมากขึ้นตามลำดับ รอจังหวะเวลาที่เหมาะสม ถ้าเรารู้ว่า วันที่เราลงทุน เราอยู่จุดไหน  เราก็สามารถเข้าเสี่ยงลงทุนได้โดยมีการวางแผน Stop loss ตามข้อมูลปัจจุบัน ถ้าหุ้นขึ้น จะได้ผลตอบแทนที่ดี  ถ้าหุ้นลงก็ต้อง Stop loss ตามระเบียบวินัยเพื่อรักษาต้นทุนก่อน ที่สำคัญกว่าการทำกำไร

มาดูการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม Metastock อัตโนมัติกันบ้าง


จะเห็นว่า การใช้โปรแกรมวิเคราะห์อัตโนมัติ โดยตัดอารมณ์ออกไป แล้วเข้าเสี่ยงลงทุนสามารถ ใช้ลดความเสี่ยงได้อีกระดับ นำมาซึ่งผลตอบแทนที่ดีมากขึ้นได้


หุ้นต่างประเทศ  Microsoft (MSFT)




จะเห็นได้ว่า  การลงทุนในต่างประเทศ ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น ไกลตัวก็จริง แต่สามารถลดความเสี่ยงด้วยการวิเคราะห์ทางเทคนิคช่วยได้ สามารถทำผลตอบแทนการลงทุนที่ดีขึ้น ไม่มากก็น้อยตามช่วงเวลาและความเสี่ยงด้วยเช่นกัน

บทสรุป       การลงทุนในตลาดหุ้น มีความเสี่ยงในการลงทุนสูง แต่ มีผลตอบแทนสูงสุด เพียงแต่เราต้องมีความรู้และความเข้าใจในการลงทุนที่ดี แต่หากว่า เราจะสามารถลงทุนได้ผลตอบแทนที่ดี  เราจะต้องลดความเสี่ยงก่อน แนวทางการลงทุนก็คือ  เลือกลงทุนในหุ้นที่ดี มีสภาพคล่อง มี Story มีบันผลสูงยิ่งดี มี Demand ด้วยการวิเคราะห์ทางพื้นฐาน และ หาจุดซื้อ จุดขาย ด้วยการวิเคราะห์ทางเทคนิคด้วยตัวเอง และ โปรแกรมวิเคราะห์อัตโนมัติ เพื่อลดความเสี่ยงอีกขั้น จะสามารถนำผลตอบแทนในการลงทุนที่ดีได้  High Risk High Return  ก็จริง High Reward  Low Risk  คือ แนวทางที่เราใช้ในการลงทุนที่ดี ที่ตามเป้าหมายที่เราต้องการ


Tuesday, October 11, 2011

เทคนิคการลงทุนด้วย RSI อะไรที่ซื้อมากเกินไป ต้องระวัง อะไรที่ขายมากเกินไป ต้องเตรียมพร้อมซื้อ


   สอนหนังสือครบ 80 คนแล้วครับ มีทั้ง พี่น้อง หมอ วิศวกร อาจารย์ นักการเงิน เจ้าของธุรกิจ กับอีกหลายอาชีพ (ไม่น่าเชื่อตัวเอง ว่าจะมีคนมาเรียนกันขนาดนี้ ) กับ การถ่ายทอดวิชา "Technical VI  วิเคราะห์พื้นฐานเป็นเกราะ  วิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นอาวุธ"  หลายก็มีคนขาดทุนมาก็มี มีผลตอบแทนที่ยังไม่ดี ลงทุนยังไม่ค่อยเป็นระบบ มือใหม่ก็มี คงได้ความรู้ที่เป็นระบบในการลงทุนที่ดีด้วยหลักการ Technical analysis เป็นเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจและช่วยในการบริหารพอร์ตให้ดีขึ้น ทั้ง วิเคราะห์ด้วยตัวเองและโปรแกรมอัตโนมัติ  ที่ สอนให้ด้วยความเข้าใจ ....ไม่ได้สอนให้จำ..สอนให้ลองทำจริง ทุกอย่างมีที่มา ที่ไป..มีเหตุมีผล  ดีใจที่ความรู้ติดตัว มีประโยชน์ คงช่วยหลายคนลงทุนได้ดีขึ้น ไม่มากก็น้อย ...ขอบคุณที่เชื่อใจว่า สอนให้ได้  รู้สึกว่า "ชีวิตนึ้มีคุณค่ามากขึ้นทีเดียว"

หลายคน อยากเล่น Options หุ้นตปท  ลงทุนหุ้น ตปท  FOREX  TFEX GF ...หรือ แม้กระทั่้ง ลงทุนหุ้นไทย   ลงทุนได้หมดแต่ต้องฝึกฝน ..พื้นฐานที่ต้องเรียนรู้ คือ  Technical analysis  ก่อน ผมสอนวิชา Technical analysis ให้ แล้วแต่จะไปใช้ที่ไหน อย่างไร แบบไหน ขึ้นกลับตัวคุณเองแล้ว เลือก รถถูกคันหรือไม่ แต่ วิธีขับเหมือนกัน ว่าเหมาะสมกับ Life styles ของคุณไหม คู่แข่งคุณคือใคร  ไม่ใช่ใคร คือ เหล่าคนที่ใช้เทคนิคคอล ทั้งนั้น เช่น ฝรั่ง (ฝรั่งเขาใช้ Technical ครับ ไม่ได้หวังการเติบโตที่แท้จริง เขาหวังกำไรกันอย่างเดียวครับ) กองทุน โบรคเกอร์ พอร์พเทรด ...หรือ เจ้า ...ถ้าคุณไม่เรียนรู้ บอกได้เลยว่า คุณลงทุนด้วยความเสี่ยงแล้วละครับ ทำไมนะหรือ ...คุณไม่มีความรู้ในการลงทุน ป้องกันตัวเอง เลย...เรียนรู้เขาว่า คนพวกนี้คิดอย่างไร เขาใช้วิธี คิดอย่างไร เอากำไรไปจากคุณได้อย่างไร เรียนรู้ความคิดของคู่แข่ง ..ใครมีความรู้เหนือกว่า จะเป็นผู้ที่มีกำไีรในสนามการลงทุน Zero Sum Game "รู้เขารู้เรา รบร้อย อาจชนะร้อย"

อะไรที่ซื้อมากเกินไป ให้ระวังเตรียมขาย  อะไรที่ขายมากเกินไป ให้เตรียมพร้อมเข้าซื้อ กับ RSI  เกี่ยวกันอย่างไรกับ การเรียนรู้ Technical analysis กัน มีคำตอบ

มาเข้าใจ  RSI  คืออะไร


"The Relative Strength Index (RSI) is a momentum oscillator that measures the speed and change of price movements. RSI oscillates between zero and 100. Traditionally, RSI is considered overbought when above 70 and oversold when below 30.  RSI can also be used to identify the general trend."

แปลคร่าวๆ ว่า RSI คือ การแกว่งแบบโมเมนตัม ที่ วัดความเร็ว และ การเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของราคา  RSI แกว่งระหว่าง 0 ถึง 100 โดยทั่วไป RSI จะถูกนำมาพิจารณา ขอบเขตซื้อมากเกินไป เมื่อ ค่าเหนือกว่า 70 และ ขายมากเกินไป เมื่อ ค่าต่ำกว่า 30.  RSI สามารถใช้ระบุแนวโน้มราคาทั่วไปได้อีกด้วย

RSI นอกจากจะเป็น สัญญานที่เตือน เรา ว่า มีคนซื้อมากเกินไปแล้ว (RSI > 70 ) เราต้องระวัง ....แต่ไม่ใช่สัญญานขายนะครับ  อย่าเข้าใจผิด  ในทางกลับกับ  ยังใช้เป็น สัญญานเตือน เราว่า มีคนขายมากเกินไป (RSI < 30) เราต้องเตรียมพร้อมเข้าซื้อ ...แต่ ก็ยังไม่ใช่สัญญานซื้อนะครับ  อย่าเข้าใจผิด  ต้องดูสัญญานอื่นประกอบด้วย  ...ถ้าเราไม่เรียนรู้สัญญานทางเทคนิคคอล แบบง่าย เช่น RSI  จะรู้ได้อย่างไร ว่า  หุ้นตัวนี้ มีคนซื้อมากไป .....คนซื้อมากไป  ..ให้ระวังเพราะอะไร  ก็ตอบง่ายๆ ก็ เขาพร้อมจะขายแล้วไง เขาซื้อนานแล้ว พร้อมขาย ถ้าไม่มี สัญญานเทคนิคดู จะรู้ได้อย่างไร จริงไหมครับ  เช่นเดียวกับ หุ้นตัวนี้ มีคนขายมากไป .....คนขายมากไป  ..ให้เตรียมซื้อเพราะอะไร  ก็ตอบง่ายๆ ก็ จะมีพร้อมจะซื้อแล้ว ราคาลงมามากแล้ว ของมันเริ่มถูกไง ถ้าไม่มี สัญญานเทคนิคดู เราจะรู้ได้อย่างไร (คิดเอาเองคงไม่ได้นะครับ) ...คนจะขาย Demand จะลดลง หุ้นจะปรับตัวลงแล้ว ต้องพึงระวัง ไม่งั้นติดดอยสูง  คนจะซื้อจะเริ่มมี Demand หุ้น จะปรับตัวขึ้นไงครับ จะได้ไม่ตกรถ ไปกับเขาด้วยคน .....อ้าว แล้ว ทำไมเป็นแบบนั้น ฝรั่ง กองทุน โบรค เขารู้  เขาก็ขาย ก็ซื้อกัน เหมือนกันทั้งโลก ก็แบบ เรียนโรงเรียนเดียวกัน ทฏษฎีเดียวกัน Textbook อาจจะเล่มเดียวกัน มันก็เป็นแบบนี้ไงครับ เลยเป็นไปตามการแกว่งตัวเป็น รอบ รอบ ของการเคลื่อนที่ของราคาไงครับ  มาดูตัวอย่างกัน 

หุ้นต่างประเทศ  Gold SPFR ETFs :GLD


 หุ้น Gold  จะเห็นว่า ช่วง Overbought Zone (RSI > 70)  ราคาได้ปรับตัวขึ้นอย่างมากมาย คนซื้อเยอะ เพื่อนก็เยอะ พร้อมขาย ดังนั้น ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน หรือ การป้องกันกำไร ด้วยการตั้ง Stop order ในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ป้องกันกำไรเราไว้ เมื่อใดก็ตามที่ ราคาตกลงมา ให้ขายให้เราทันที ลงทุนด้วยความประมาท ..ตัวนี้เพื่อนให้ไล่ซื้อเพิ่ม ตอน Gold 1,800$/oz  เลยบอกว่า เดี๋ยวราคาก็ปรับตัวลงมา ไม่ซื้อเพิ่ม เพราะ คนซื้อเยอะแล้ว  อะไรที่คนซื้อเยอะแล้ว ต้องให้ระวัง อะไรที่คนคิดเหมือนกัน ก็ต้องลงทุนด้วยความระวังให้มาก  ( 90% คนคิดเหมือนกัน อีก 10% คนคิดไม่เหมือนกัน จะรอด) ในตลาด ฝรั่ง ก็มีความโลภแล้ว การเก็งกำไร ไม่ได้ต่างกัน  ทางเดียวที่ทำได้ คือ ลงทุนด้วยความไม่ประมาท ส่วน ช่วง Oversold ( RSI < 30) ให้เตรียมความพร้อมเข้าซื้อ รอสัญญานทางเทคนิคในจุดที่มั่นใจ ก่อน


หุ้นไทย : AJ


หุ้นไทย :PTL


หุ้น AJ,PTL ทั้งสองตัว นี่ คนติดดอยกันไม่น้อยนะครับ ไล่ซื้อตามกัน บางคนไม่ได้ดูสัญญานเทคนิคกันเลย ว่า เขาซื้อกันเยอะเพียงไหนแล้ว ตาม ตาม กันไปบนยอดดอย (Overbought Zone,RSI > 70) ต้องเพิ่มการระวังในการลงทุน ไม่ได้เชื่อโบรคกันอย่างเดียว (เหมือนผม สมัยเล่นหุ้นไทยแรกๆ)  รู้งี้ รู้งี้ อีกแล้ว ถ้ารู้ก่อน จะจะไม่ได้อยู่บนดอย ส่วน ช่วง Oversold ,RSI < 30  ต้องเตรียมพร้อมในการเข้าซื้อ ถ้าใครยังไม่มีหุ้น ...หุ้นแบบนี้ เสีย Story คนติดเยอะ คนจะขายกันทุกราคา แต่พอทำจะกำไรได้บ้าง ราคาจะกลับสู่ราคาเดิมยากมาก ตามหลัก Fibonacci ที่จะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาขึ้นจะเจอแนวต้านหลายด่านทีเดียว

บทสรุป  RSI สามารถช่วยในการเตือนการลงทุนด้วยความระมัดระวัง และ ช่วยเตรียมความพร้อมในการลงทุน ยังสามารถบอกทิศทางการเคลื่อนที่แนวโน้มของราคาได้อีกด้วย (ไม่ใช่สัญญานให้ ซื้อ ขาย นะครับ จะต้องดู Indicators อื่นๆ ประกอบด้วย) นอกจากนี้  RSI เป็น Indicator ที่ดี สามารถช่วยยืนยันสัญญานซื้อ ขาย ร่วมกับ Indicators อื่น หรือ ช่วยดูการปรับตัวของราคาแบบ Divergence ได้ หรือ ตี Trend Line break out ที่ถูกต้องด้วย  ถ้าเราไม่ได้ดูสัญญานเทคนิค เราจะไม่รู้อารมณ์ตลาด ปริมาณคนซื้อไปเยอะ หรือยัง แนวโน้มการปรับตัวของราคา ให้ลงทุนด้วยความไม่ประมาท มากขึ้น ไม่ได้บอกว่า แม่น หรือ ไม่แม่น แต่ เป็น สัญญานหนึ่งในการบริหารการลงทุน ด้วยข้อมูลปัจจุบันร่วมกับอดีต  ดีกว่า ลงทุนแบบไม่รู้อะไรเลย ว่า เราต้องลงทุนอย่างไร ด้วยความไม่ประมาท เพียงแต่วันนี้ เขียนประโยชน์ของ RSI ในเพียงมุมมองหนึ่ง (ยังมีอีกหลายมุมมอง) "อะไรที่ซื้อมากเกินไป ต้องระวัง อะไรที่ขายมากเกินไป ต้องเตรียมพร้อมซื้อ"  จะช่วยให้เราลงทุนด้วยความระมัดระวังและ มีความพร้อมในการลงทุนที่ดีมากขึ้น


Monday, October 3, 2011

กลยุุทธ์การลงทุน ตามผู้ซื้อรายใหญ่สะสม (NVDR) ทำกำไรได้ สบาย สบาย


กลยุุทธ์การลงทุน ตามผู้ซื้อรายใหญ่สะสม  มีกำไรได้ สบาย สบาย  ทำได้อย่างไร ลงทุนดูอย่างไร มีคำตอบให้ครับ  ซื้อ ตาม ตามเขาไป ได้กำไร ไม่ยาก .....

อย่างแรกที่ เราต้องเข้าใจว่า  หุ้นขึ้น หุ้นลงด้วยสาเหตุอะไร ...บางคนถามว่า ซื้อหุ้นพื้นฐานดี P/E ต่ำ  P/BV ก็ต่ำ  ทำไมหุ้น ไม่วิ่ง ไม่ไปไหน ....คำตอบก็ คือ  หุ้นตัวนั้น พื้นฐานดีก็จริง แต่ไม่มีคนต้องการซื้อ สิครับ  หุ้นจะขึ้นได้ ต้องมีความต้องการ หรือ ที่เข้าใจว่า Demand > Supply  ในหลักเศรษฐศาสตร์ข้อแรกนั่นเอง  (มีสอนนะครับ ในมหาวิทยาลัย แทบจะทุกคณะ สายวิดวะ ป.ตรี ก็มีเรียนครับ จำได้ น่าจะปี 1 นานมาก ป.โท ก็มีครับ แต่เป็นแนวการจัดการ ก็หลักการเดียวกัน ....ลงทุนในหุ้น ก็เหมือนกัน )

Demand VS Supply


 ความต้องการมาจากไหน Why Why Analysis ในการวิเคราะห์ปัญหา ไปเรื่อยๆ จะมีค้นพบคำตอบให้

หุ้นจะขึ้นได้ ต้องมี Demand ...ฝรั่งเข้า เจ้าปั่น VI ซื้อ แมงเม่าซื้อ NVDR สะสม 

เอ๊ะ เอ๊ะ เอ๊ะ  NVDR คืออะไร ไม่เห็นรู้จักเลย  NVDR เป็น บริษัทหนึ่งที่เก็บหุ้น ซื้อ ขาย ให้นักลงทุนที่ต้องการลงทุนหุ้นตัวนั้น เป็นตัวกลาง หรือ ใส้ในอาจจะเป็นพี่หรั่งเรานี่เอง ผ่านมาทางนี้ 

"เอ็นวีดีอาร์ คืออะไร

เอ็นวีดีอาร์หรือใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย เป็นตราสารที่ออกโดยบริษัทที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดตั้งขึ้น ซึ่งคือ "บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด" (Thai NVDR Company Limited) เอ็นวีดีอาร์เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนโดยอัตโนมัติ (Automatic List) วัตถุประสงค์หลักของเอ็นวีดีอาร์ คือเพื่อกระตุ้นการลงทุนและเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาดหลักทรัพย์และเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับนักลงทุนชาวต่างประเทศ ที่สนใจลงทุนในบริษัทจดทะเบียนแต่อาจไม่สามารถลงทุนในหลักทรัพย์นั้นได้ อันเนื่องมาจากการควบคุมสัดส่วนการถือครองหหลักทรัพย์ของคนต่างด้าวที่ระบุไว้ตามกฎหมายไทย ดังนั้น เอ็นวีดีอาร์ จึงเป็นอีกทางเลือกให้กับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในหลักทรัพย์นั้น ซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางการเงิน เช่น เงินปันผล และสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนเช่นเดียวกับการลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียน แต่ผู้ถือเอ็นวีดีอาร์จะไม่มีสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมของบริษัทจดทะเบียน (Non-Voting Rights) อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเอ็นวีดีอาร์จะออกมาเพื่อส่งเสริมการลงทุนของผู้ลงทุนชาวต่างประเทศ แต่ผู้ลงทุนไทยก็สามารถลงทุนในเอ็นวีดีอาร์ได้

ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถซื้อขายเอ็นวีดีอาร์ได้เช่นเดียวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ทั่วไปที่มีการซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

หลักทรัพย์อ้างอิง

    หุ้นสามัญ
    หุ้นบุริมสิทธิ์
    ใบสำคัญแสดงสิทธิ
    ใบแสดงสิทธิ์ในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้ "



อ่านเพิ่มเติมที่นี่ : http://www.set.or.th/nvdr/th/about/whatis.html

ระบบซื้อขายตลาดหลักทรัพย์ เป็น ระบบ Bid-Offer  หุ้นจะขึ้นได้ จะต้องมีคนซื้อ ซื้อหุ้นที่ราคา Offer หมดถึงจะขึ้นไปตามช่อง หรือ ระดับขั้น  ถ้ามาคนเก็บสะสม แสดงว่า หุ้น มีความน่าจะเป็น ที่หุ้นจะขึ้นใช่ไหมครับ

มาดูกันว่า ทำได้อย่างไร จะสังเกตได้อย่างไร นักลงทุนที่วิเคราะห์ทางเทคนิค ส่วนมาก ก็ใช้ Indicators หลายตัว เช่น EMAs,RSI,MACD,SSTO เป็นต้น แต่ Indicators ที่เป็น NVDR Volume ไม่ควรละเลยเลยนะครับ

ตลาดหุ้นไทย เป็น ตลาดที่เล็กไม่สมบูรณ์ ถ้าเข้าใจระบบ สามารถลงทุนได้ผลตอบแทนที่ดีได้ เปรียบเหมือน ผู้เล่น 4 คน  ฝรั่ง โบรคเกอร์  กองทุน และ สถาบันแมงเม่า ขนาดของเงินลงทุนก็แตกต่างกัน  หุ่นจะขึ้น ต้องมีอะไรที่รวมกันแล้วมากกว่า ที่สามารถนำตลาดขึ้นไปได้ .....ฝรั่งไม่ซื้อ  โบรคขาย  กองทุนขาย  แมงเม่าซื้อ  SET จะขึ้นได้ไหมละครับ  จริงไหม

ช่วงนี้ ลงทุนยาก เป็นช่วงขาลง จะซื้อหุ้นให้ขึ้นต้องมีความแข็งกว่าตลาด แข็งกว่ายังไงครับ ก็ SET ลง แต่ หุ้นที่เราถือ ไม่ลงนะสิ หรือ ลงน้อยกว่า % การลงของตลาด

มาดูตัวอย่างกันครับ  (หุ้นต่างประเทศ ไม่มีครับ  ยกตัวอย่างเฉพาะ หุ้นไทย)

หุ้นไทย : ADVANC


จะเห็นว่า  NVDR มีการสะสมหุ้น (แม้ว่า SET จะตก แดง แดง แดง หลายวัน) เพิ่มเริ่มขึ้นเรื่อยๆ เขาเรียกว่า Demand  หุ้นที่ซื้ออย่างไร ก็มีโอกาสขึ้น รับวันที่เขาตกใจ ให้รับวันเขียว ว่ามีแรงซื้อ มากกว่า แรงขาย  แท่งเทียนจะเป็นสีเขียวนะ  เพียงไม่กี่วัน สามารถ มีผลตอบแทนได้  6.7% ไม่กี่วัน ถือว่า ใช้ได้ทีเดียว


หุ้นไืืทย : SCC


จากตัวอย่าง NVDR เริ่มขาย จำนวนการสะสมน้อยลง แสดงว่า Demand ลดลงแล้ว หุ้นถูกขายโดย NVDR Demand ลง เขาขายหุ้นทุกราคา ราคาหุ้นจะปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ขาดทุนกันเลยครับ ใคร คิดว่า หุ้นตัวเองดีอยู่ถือไปครับ เป็นผม ขายทำกำไร เข้ากระเป๋า ไปก่อนแล้วมา รอซื้อใหม่ ตอนราคาถูกใหม่ เพราะ เรารู้ว่าเป็น หุ้นดี แต่ วงจรชีวิตเป็นรอบ ไปตาม หลัก Demand Supply นั่นเอง

บทสรุป    หลัก Demand Supply เป็นพื้นฐานของการปรับตัวของราคา ซื้อไปตาม Fundflow ของฝรั่ง  ตามการสะสมของ NVDR  เป็นเหาฉลาม ตามคลื่นน้ำไปได้ครับ เงินลงทุนเราไม่เยอะ กว่า นักลงทุนรายใหญ่ ทางหนึ่งที่จะได้ผลตอบแทนที่ดี ต้องมีหลักการ ระบบที่ดีในการลงทุน เกาะติดตามไปตามเขา แต่ ต้องอ่านเทรนให้ออก มีเครื่องมือ Indicators ที่ดี ช่วยในการลงทุน เหมือน ไปตามน้ำป่ามา อย่าไปว่ายทวนน้ำ อย่าไปฝืนระบบครับ ....อ่านหนังสือ  คิดอยากจะเป็น "ชาวสวน" แต่อย่างเดียว ไม่ได้ ต้องรอจังหวะ ที่เหมาะสมด้วยนะ ดูสถานะการณ์ ด้วยครับ  ถ้าเราเข้าใจหลักการทางเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นแล้ว จะช่วยในการลงทุนได้อย่างดี ...."วิเคราะห์พื้นฐานเป็นเกราะ วิเคราะห์เทคนิคเป็นอาวุธ"   จะช่วยการลงทุนคุณ ให้ผลตอบแทนดีขึ้นได้

Monday, September 26, 2011

เทคนิคระบบเตือนภัยด้วย Trend line เพียงเส้นเดียว ลดความสูญเสียคุณ ได้อย่างดี




  ช่วงนี้หลายคนบาดเจ็บกัน เลือดสาด นะครับ มีกำไีร กำไรหด ขาดทุน ขาดทุนเพิ่ม มาดูกันเป็นเพราะอะไร  เรียนรู้ Technical analysis มาช่วย "บริหารความเสี่ยงการลงทุน" ได้อย่างไร วันนี้ มีคำตอบ รู้งี้ รู้งี้ ....ขายก่อนดีกว่า กำไรคงไม่เหลือเท่านี้ ....ไม่เป็นไรครับ คติที่ถูกต้อง  "การรักษาต้นทุนให้คงอยู่มากกว่า การทำกำไร มีกำไรอย่ากลับมาขาดทุน"


ระบบเตือนภัยที่ดี เป็นอย่างไร  Technical analysis ประเภท Trend Line ช่วยเตือนเราได้อย่างไร จะเตือนเราได้หรือไม่ อย่างไร มาดูกัน

Trend Line มี Uptrend Line ที่ขีดเพียงเส้นเดียว นี่แหละ Classic ช่วยให้เราระวังได้ ร่วมกับการศึกษาในอดีตที่ผ่านมา ( History repeats itself)   ตีไม่ได้ยากเย็นอะไรเลยครับ เพียงลากเส้นจุด Low อย่างน้อย 2 จุด ส่วนที่ทะลุแนว Trend Line เป็นจุดสำคัญที่เราต้องค่อย ค่อยจากกันเบา เบา นะ

การลงทุนในต่างประเทศ ช่วยอะไรได้ครับ เตือนอะไรเราได้ มาดูกัน ว่า ภาพรวมของตลาดโลกเป็นอย่างไร  หลายคนดูความเคลื่อนไหวตลาดทุก ตลาดทุกวัน เป็น บวก เป็น ลบ รู้หมดครับ (ดู Iphone ทุกวัน ....ผมดูอยู่ก็รู้ มาบอกทำไม)  จะบอกให้ว่า คุณดูทุกวัน แต่ คุณไม่ได้เห็น Trend ที่ภาษาไทย เรีบกว่า "แนวโน้ม" คำว่า แนวโน้ม เขาใช้ข้อมูลหลายจุด มาใช้วิเคราะห์ เพื่อให้ การวิเคราะห์มีความถูกต้อง มีสามารถคาดเดาอนาคตได้บ้าง ถึงจะไม่แม่น แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวในการลงทุนครับ


มาดูตลาดโลกทั่วโลกกัน

ตลาดหุ้น US:DOW



ตลาดหุ้นอเมริกา ทะลุ Uptrend Line เรียบร้อย เตือนแล้วว่า การลงทุนต้อง เริ่ม ถอยบ้าง แต่ยังไม่พ้น Support Line -61.8% Fibonacci ยังมีความหวังเป็นแนวโน้มขาขึ้น

ตลาดหุ้นเยอรมัน :DAX


ตลาดหุ้นเยอรมัน ทะลุ Uptrend Line เรียบร้อย พ้น Support Line -61.8% Fibonacci ยืนยันแนวโน้มขาลงชัดเจน

ตลาดหุ้นเอเชีย : Hong Kong


ตลาดหุ้นฮ่องกง ทะลุ Uptrend Line เรียบร้อย พ้น Support Line -61.8% Fibonacci ยืนยันแนวโน้มขาลงชัดเจน 

ตลาดหุ้นไทย : SET

ภาพใหญ่ ระดับเดือน (Monthly)


ตลาดหุ้นไทย ทะลุ Uptrend Line เรียบร้อย เตือนแล้วว่า การลงทุนต้อง เริ่ม ถอยบ้าง แต่ยังไม่พ้น Support Line -61.8% Fibonacci ยังมีความหวังเป็นจะแนวโน้มขาขึ้น (หวังเล็ก ๆ)

ภาพกลาง ระดับสัปดาห์ (Weekly)


ตลาดหุ้นไทย ทะลุ Uptrend Line เรียบร้อย เตือนแล้วว่า การลงทุนต้อง เริ่ม ถอยบ้าง หรือ เริ่มล้างพอร์ตการลงทุน แต่ยังไม่พ้น Support Line -61.8% Fibonacci (854 จุด)  ยังมีความหวังเป็นจะแนวโน้มขาขึ้น ค่อยกลับมาลงทุนสั้น สั้น พอได้อยู่ เด้ง เด้ง เด้ง

นักลงทุนหลายคนที่เรียนรู้การวิเคราะห์ทางเทคนิคคอล เขาลดพอร์ตกันตั้งแต่ 1,012-1,040 จุดนานแล้วครับ แต่ เขาอาจจะไม่ได้บอกกัน ถ้าทะลุ 1012 ลงต้องขายหุ้น ป้องกันกำไรให้มากที่สุด หรือ ลดการขาดทุนให้มากที่สุด  ไม่ใช่เกาะหุ้น ไม่ปล่อย  ที่ไม่รู้ ไม่ขาย เพราะ ยังเล่นหุ้นเหมือนคนตาบอด คิดไปเองว่า ของเราดี ไงก็ไม่ตกหรอก ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ ไม่ได้ใช้เครื่องมือช่วยในการตัดสินใจแบบมีเหตุ มีผลกัน
ผลก็เลยออกมาเป็นแบบนี้ อย่างที่เห็น  ......รู้งี้ รู้งี้ .....แล้วทำไมเพิ่งมาเขียนบอก ผมบอก ผมโพสต์ อย่างบ่ิอยที่ Fanpage ผมเอง (http://www.facebook.com/pages/Kittinu-Stock-Investment-in-North-America-USCanada/185911524756511)ไม่มีใครค่อยสนใจ เห็นว่า เป็น ฺBlog ลงทุนต่างประเทศ ปิดตา ปิดใจกัน ก็บอกว่า Global markets รวมหุ้นไทยด้วยนะครับ ระบบการเงินของโลก การไหลของเงิน เกี่ยวสัมพันธ์กันทั้งโลก  ผมก็แอบลงทุนอยู่ เทรนยังดี สามารถให้ผลตอบแทนที่ดี   นั่งดูดาว (DOW) ดึกๆ ให้แทบ บ้าง บางวัน.....คนลงทุนแบบ Technical VI เขาลดพอร์ตป้องกันกำไรกันนานแล้ว เตรียมเล่น TFEX Short กันหมดแล้วครับ  ทะลุ 1,012 แทบจะไม่มีหุ้นติดพอร์ตกัน ผมเองก็เกือบหมดแทบไม่เหลือ เหลือแค่ตัวน่ารักๆ คิกคุ ไว้ประดับพอร์ต เดียวพอร์ตร้าง เขาไม่ให้เทรดเวลาเทรนมาใหม่ครับ

มาดู นักลงทุนทางเทคนิค Short TFEX ป้องกันความเสี่ยงกันจากการเรียนรู้ Technical analysis กัน


เห็นไหมครับ ว่า เขามีกำไรกัน แปดหมื่นอย่างต่ำ ต่อสัญญา เพียงไม่กี่วัน เพียงแต่เฝ้ารอติดตาม ใช้ Technical analysis ในการป้องกันความเสี่ยงชดเชยการลงทุน ในการบริหารความเสี่ยงที่ดีครับ

บทสรุป การตี Trend line เพียงเส้นเดียว ใช้เตือนเราในภาพใหญ่ ลงมาภาพเล็ก เตือนระมัดระวังในการลงทุนอย่างดี ในการบริหารความเสี่ยง ...ไม่ใช่ปลอบใจตัวเอง ถือเอาบันผลไปแล้วกัน หรือ ดีกว่า ฝากธนาคาร แต่เงินต้นหายไปชั่วคราว (พอร์ตมากกว่า 10ล้าน โอเคครับ VI แท้ยาวไป รับบันผล 1 ล้าน ที่ 10% ต่อปีเดือนละ 8 หมื่นกว่า พอเพียง แต่ บริหารดีดี จะทุนไม่ลด พอร์ตกระเป๋าจะโต แถมได้บันผล)....ศึกษาประวัติศาสตร์ว่า เขาร่ำรวยกันลงทุนช่วงไหน จะล่ำซำ ศึกษาอดีต ไม่ต้องรู้กราฟเทคนิคก็ล่ำซำได้  ถ้ามีเงินสดจะใช้ซื้อใหม่ตอนเอาบันผลก็ได้ แถมได้กำไร Upside ด้วย ถ้าเราอ่านเทรนเป็น  แต่ถ้าไม่ทันแล้ว ก็ทำใจให้สบาย นึกว่า ฝากธนาคารเอาบันผลไปแล้วกันครับ เพราะเราพลาดจากความไม่รู้ ไม่ยอมศึกษาการวิเคราะห์ทางเทคนิคมาใช้ในการบริหารการลงทุนร่วมกับการวิเคราะห์ทางพื้นฐาน แบบลดความเสี่ยง  "อย่าไปโทษใคร ให้โทษตัวเราเอง".....มีเงินอยู่ในกระเป๋าเรา จะซื้อของถูกเมื่อไหร่ก็ได้ ....เอาตอนบันผลบวก Upside ด้วยก็ได้นะครับ ปลอดภัย ไม่เสียเวลารอคอย ....พลาดไปแล้ว ยอมรับ ทำใจให้สบาย กลับมาศึกษา เรียนรู้ ปิดจุดอ่อนของเราดีกว่า รอจังหวะ การลงทุนรอบใหม่กันดีกว่้าครับ จะเอาคืนได้หมดครับ ที่เสียไป ...ลงทุนอย่างมีระบบ สามารถนำผลตอบแทนที่ดีในการลงทุนได้ครับ

Monday, September 19, 2011

เทคนิคการลงทุนตาม Time Frame ตาม Life Styles แบบ สบาย สบาย

    วันนี้ ไม่มีบ่นครับ แต่เบื่อ เทรดหุ้นอยู่บ้าน แบบ Full time trader คงไม่ใช่คำตอบ ซะแล้วนะครับ โชคดีที่มีสอนหนังสือลงทุนหุ้นบ้าง ช่วงวันว่าง เสาร์-อาทิตย์  ก็ดีขึ้นบ้าง ได้รู้จักคนเพิ่ม หลากหลายอาชีพ มีสังคม ไม่งั้น ชีวิตนี้ คงไม่มีสังคมเอาซะ จริง จริง  หลายคน อยากกันเหลือเกินครับ อยากจะมาเป็น Full-time trader กันเหลือเกิน  เบื่อชีวิตลูกจ้าง  ไม่ต้องทำงาน นั่งเล่นหุ้นอยู่บ้าน อยากมีอิสระในชีวิต ไม่ต้องโดนเขาว่า ....บอกได้เลย มาเมื่อ ถึงจุดหนึ่ง Full time trader ไม่ใช่คำตอบหรอก เสียสมองครับ สมองคุณไม่ได้ใช้ เต็มประสิทธิภาพ ถ้าเราลงทุนเป็นระบบ ผลตอบแทนการลงทุนน่าจะออกมาดี  ในความเห็นผม น่าจะช่วงในวัยพักผ่อนเลยมากกว่า (เล่นกับน้องหมาสักตัวสองตัว) ไม่น่าจะใช่ช่วง วัยทำงาน  เรียนมาตั้งเยอะ มานั่งเทรดอยู่บ้าน ชีวิตช่างไร้คุณค่า เรียกว่า "ช่วงไร้คุณค่า" ไม่มีประโยชน์ในชีวิตกันเสียเลย
    เลยลอง Search ว่า จะไปเป็น อาจารย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ กับเขาบ้าง ( ในใจคิด จบโทเมืองนอก  เกรด 3.9 กว่า ป.ตรี เกียรตินิยม ก็ไม่ได้ย่ำแย่อะไร คงจะมีสักที่รับไปให้สอนบ้าง) พอเจอข้อมูลต้องร้อง  ค่าจ้างอาจารย์นั้น บ้านเราทำไมถูกเช่นนี้ อัตราค่าจ้างอาจารย์ คณะวิศวกรรมศาตร์ วุฒิ ป.โท 13,400 บาท ป.เอก 18,270 บาท (คิดในใจ แล้วอย่างนี้ คนที่จะเป็น อาจารย์ พอกินพออยู่กันหรือ เด็กจบใหม่ได้ 15,000 บาท  ..แล้วใครจะมาเป็น อาจารย์ สมองไหล ลาออกกันหมด สิครับ ต้องขอนับถือ อาจารย์ปัจจุบันที่สอนอยู่มาก มีรักในอาชีพจริง จริง)  มาดูอัตราค่าจ้าง อาจารย์ในแคนาดากัน ในประเทศที่พัฒนาแล้ว



ระดับเกือบแสนเหรียญ ไม่ผิดนะครับ สอง-สามล้านบาท ต่อปี เราเอง ขำ ขำ แต่บ้านเราสอนทั้งปี ได้หลักแสนบาท เอง โครงสร้างแบบนี้ คนเก่งไปไหน ไม่ต้องบอก นักเรียนทุน ยังเห็น อยู่ในแคนาดาก็มีครับ ยอมใช้ทุนรัฐบาล สรุปว่า เป็น อาจารย์ เถื่อน สอนการลงทุนแบบ Technical VI วันว่างดีกว่า ไปพลาง พลางก่อน (ปีหน้ามี Project เฟส 2 ในแคนาดา) สอนให้ลงทุนเป็นอย่างมีระบบ ได้ผลตอบแทนการลงทุนที่ดี สามารถทำได้ ไม่ได้สอนให้เป็นลูกจ้าง เพียงอย่างเดียว ก็น่าจะมีประโยชน์ดีซะกว่า ....หมื่นกว่า กดปุ่ม ไม่กี่วัน ก็ได้แล้วครับ ความสามารถเล่นได้ทั้งขาขึ้น ขาลง เรียนรู้การวิเคราะห์ทางเทคนิคและมีระบบที่ดี  เน้น ที่ดี เพราะ การ Set Indicators ไม่เหมือนกัน ในการลงทุนแต่ละประเภท เช่น Common stocks กับ Futures


วันนี้ จะแนะนำการใช้ Technical analysis ที่ใช้ Time Frame ในการลงทุนให้เหมาะสมกับ Life styles การทำงานของเรา  ลงทุนให้ผลตอบแทนที่ดีทำได้ครับ ไม่จำเป็นต้องมาเป็น Full time trader การวิเคราะห์ทางเทคนิคเหมือนกัน  เพียงแตกต่างกันในการดู Time frame เท่านั้นครับ จะลงทุนอย่างไรให้มีความสุขเหมาะกับ Life styles ของเรากันดีกว่า

Life styles เป็นอย่างไร คือ วิถีชีวิตที่เราดำเนินชีวิตในปัจจุบัน สนใจที่จะทำ อาจจะทำงานประจำ ทำธุรกิจส่วนตัวไป ทำในสิ่งที่เรารัก อาชีพที่เรารัก เราสนใจ แต่เราสามารถลงทุนให้เงินทำงานไปด้วย ในเวลาเดียวกัน

Time Frame ของการวิเคราะห์ทางเทคนิค สามารถแบ่งประเภท นักลงทุน  หมายถึง การอ่านกราฟทางเทคนิคไม่ได้แตกต่าง พื้นฐานการแปลความหมายทาง Indicators เหมือนกัน แต่ ต่างกันเพียง ช่วงเวลาในการวิเคราะห์ ในแต่ละ Time Frame

ประเภทนักลงทุนตาม Time Frame (ข้อมูลจาก Textbook)

  • Day trader - uses minute-interval charts
  • Position trader - uses minute-interval chart ,daily, weekly
  • Investor - uses weekly, monthly, yearly 

Styles ของนักลงทุน แบ่งตามการดู Time frame ได้ดังนี้

มาดูตัวอย่างกัน

หุ้นต่างประเทศ - SRV.UN- Monthly Dividend

Positioning    วัตถุประสงค์ คือ บันผลและกำไรผลต่างของราคา

VI Long term - Weekly


จะได้บันผล 18 เดือน รวมกำไรเกน Buy = $6.49   Sell = $10.61   กำไรเกน = 63.48%  ดูสัปดาห์ละครั้ง ขายหมดเทรนขาขึ้น ตาม Positioning ที่เราตั้งไว้ในการขาย ด้วยระบบ EMA -Trend following

Position trader  Short - Medium term -Daily

                  
จะได้บันผล 4 เดือน รวมกำไรเกน Buy = $9.39   Sell = $11.97   กำไรเกน = 27.47%  ดูวันละครั้ง ขายหมดเทรนขาขึ้น ตาม Positioning ที่เราตั้งไว้ในการขายด้วย  ระบบ EMA -Trend following

หุ้นไทย - ADVANC -พื้นฐานดี บันผลดี มี Story

Positioning   วัตถุประสงค์ คือ ทำกำไรผลต่างของราคา

VI Long term - Weekly


จะได้บันผล 1-2 ครั้ง 9  เดือน รวมกำไรเกน Buy = $83.59   Sell = $126.5   กำไรเกน = 50.79%  ดูสัปดาห์ละครั้ง ขายหมดเทรนขาขึ้น ตาม Positioning ที่เราตั้งไว้ในการขายด้วยระบบ EMA จาก Positioning ตามระบบ ก็ยังไม่ต้องขาย Let profit run

Position trader  Short-Medium term -Daily 


จะได้บันผล 3  เดือน รวมกำไรเกน Profit 1 = 12.9% ( Buy = 114.54   Sell = 101.38 ) Profit 2 = 10.92% ( Buy = 114.00   Sell = 126.50 )
ดูวันละครั้ง ขายหมดเทรนขาขึ้น ตาม Positioning ที่เราตั้งไว้ในการขายด้วยระบบ EMA จาก Positioning ตามระบบ ก็ยังไม่ต้องขาย Let profit run


บทสรุป   การใช้ระบบ Time Frame ร่วมกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคคอล มาช่วยในการบริหารการลงทุน สามารถทำได้ ร่วมกับ Life styles ให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตที่เป็นอยู่อย่างมีความสุข เพียงแต่ต้องมี Positioning และ Target ในการลงทุนที่แน่นอน ซื้อเพราะอะำไร จะขายเพราะอะไร โดยไม่ต้องทิ้ง อาชีพที่เรารัก อาชีพที่เราร่ำเรียนมาหลายปี ด้วยความยากลำบาก ผลตอบแทนการลงทุน สามารถลงทุนให้ดีได้ วัน วัน ไม่ต้องมาต้องเฝ้าหน้าจอกันอย่างเดียว มันยังไม่ถึงเวลา ใช้ชีวิตให้มีประโยชน์ ทำสิ่งที่เรารักดีกว่า ลงทุนอย่างเป็นระบบสามารถช่วยได้ ถ้าจะเล่นแบบเก็งกำไร Day trade ก็เพียงแต่ ปรับระดับ Time Frame ลงมาเป็นระดับนาที (บริหารหัวใจ ความตื่นเต้น เร้าใจ เลือดสูบฉีด ถ้าชอบนะครับ การวิเคราะห์ทางเทคนิคยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรแตกต่าง)  การลงทุนที่ดี เราสามารถบริหารชีวิีตให้มีความสุข ร่วมกับการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่ดีและน่าพอใจได้ นำระบบการวิเคราะห์ทางเทคนิคคอล มาช่วยบริหารการลงทุนอยู่กับข้อมูลปัจจุบันได้ อย่าไปคาดเดาอนาคตครับ